สาระน่ารู้

posted on 29 Oct 2010 10:59 by noo-dang

การผ่าตัดเสริมสวยด้วยจมูกโดยทั่วไปนั้นการเสริมสวยจมูกมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการผ่าตัด  การเสริมจมูกจะใช้การผ่าตัดขนาดเล็ก และเกือบจะทั้งหมดใช้ในการเสริมด้วยซิลิโคน (Medical Grade Silicone) ที่ยอมรับถึงความปลอดภัยสูง  โดยสอดผ่านทางรอยผ่าตัดนี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก  แพทย์จะเริ่มผ่าตัดขนาดเล็กที่ด้านในของจมูก  ซึ่งแผลเหล่านี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก  แพทย์จะเริ่มผ่าตัดโดยการออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้า  และโครงสร้างจมูกก่อน  จากนั้นจึงเริ่มการเสริมจมูกโดยการฉีดยาชาพาะบริเวณที่รอบจมูก  บางรายอาจใช้ยาสลบร่วมด้วยโดยการฉีดยาหรือกินก็มี  สำหรับผู้ที่จะทำเกิดตื่นเต้นมาก  แต่ส่วนใหญ่ใช้ยาชาก็พอแล้ว  หลังผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้ทันที  แพทย์จะนัดมาตรวจดูอีกครั้ง 7 วันให้หลัง  เพื่อตัดไหมและตรวจดูความเรียบร้อย

การดูแลหลังผ่าตัด  โดยทั่วไปแล้วมักไม่จำเป็นต้องปิดแผลบริเวณที่จมุกเลย  สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีโดยที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตความผิดปกติ (ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ด้วย)  นอกจากอาการบวมปูดให้ผิดสังเกต  แต่แพทย์บางคนอาจนิยมใช้ Plaster ปิดบริเวณสันจมุกหรืออาจใช้เผือกดามบริเวณสันจมูกด้วย  แล้วแต่ความนิยมและประสบการณ์ของแพทย์แต่ละคน

 เมื่อกลับถึงบ้านให้ใช้ผ้าเย็นประคบโดยรอบจมูกประมาณ 1 -2 วัน  เพื่อไม่ให้มีเลือดออกจะได้มีอาการบวมน้อยลงลดอาการอักเสบ  จากนั้นวันที่ 3 – 4 เมื่อมีอาการบวมเต็มที่แล้วให้เปลี่ยนมาประคบด้วยผ้าอุ่นเพื่อลดอาการบวมให้น้อยลงภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด พอได้น้อย  ถ้าได้รัการผ่าตัดอย่างถูกต้องและมีการดูแลที่ดีพอ  อย่างไรก็ดีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นได้คือ

1. จมูกที่เสริมเกิดความเอียง  ผิดรูปทรง  ถ้าคุณตรวจพบในระยะแรก 1 -2 สัปดาห์แรกที่แผลยังไม่เข้าที่  แพทย์อาจช่วยดัดให้เข้าที่ได้  ถ้าเกิดภายหลังอาจเกิดการชนหรือกระแทกบริเวณจมุกจะไม่สามารถตัดให้เข้าที่ได้  มักจะต้องผ่าตัดใหม่

2. เกิดอาการจมูกอักเสบ  เกิดขึ้นได้  ถ้ามีการติดเชื้อบริเวณที่ทำการผ่าตัด  หรือบางครั้งเกิดจากการอักเสบผิวหนังบริเวณใก้เคียง  เช่น  เป็นบริเวณจมูก  บ่อยครั้งที่มักเกิดจากการเสริมที่โด่งเกินไป  เพราะอยากได้จมูกเกิดความยืดตัวของผิวหนัง  จนเกิดแดงที่บริเวณปลายจมูก  และอาจทะลุออกมาได้

ภัยเงียบ..! ภัยร้าย..! ป้องกันได้ ไวรัสตับอักเสบ ซ

                 ในปัจจุบัน  โรคภัยไข้เจ็บต่างๆพัฒนาตามการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์และการพัฒนาก็ทำให้ค้นพบโรคใหม่ๆ  (ที่มีมาก่อนนานแล้วและพัฒนาขึ้นมาใหม่)  และยังมีโรคอีกจำนวนมากที่คนไม่สามารถล่วงรู้เงื่อนงำของมันได้ 

                    ไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2532  นี่เอง  โดยแพทย์ชาวสหัฐอเมริกา  เป็นไวรัสตัวอักเสบที่ติอต่อได้ทางเลือดและเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส  สายเดี่ยว  ขนาดเล็ก  พลตรีนายแพทย์อนุชิต  จูฑะพุทธิ  เลขาธิการมูลนิธิโรคตับแห่งประเทศไทยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  กล่าวถึงไวรัสตับอักเสบซี  ว่าไวรัสตับักเสบ  ซี  มีความสำคัญแค่ไหน

                    องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื่อรังราว 170  ล้านคน  ส่วนในประเทศไทยเราพบโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 – 2 โดยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น  ไวรัสตับอีกเสบ  ซี  นี้มีสำคัญไม่ด้ยกว่าไวรัสตับอักเสบ  บี  ได้พบมานานแล้ว  และมีการฉีดวัคซีนป้องกันได้กว้างขวาง  ทำให้การควบคุมประสบสำเร็จสูง  ส่วนไวรัสตับอักเสบ  ซี  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ลัยังไม่พบว่ามีแนวโน้มที่จะค้นพบในเวลาอันใกล้นี้

                        ผู้ป่วยจากอาการไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื้อนังเกือบทุกรายจะมีอาการอักเสบของตับ  และทำให้ตับส่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ  ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ  ชนิด  บี  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่มีอาการอักเสบของตับ  โดยพบเพียงร้อยละ 15 – 25 เท่านั้นที่มีอาการอักเสบและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง

ใครคือผู้ที่เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบ  ซี

                        1. ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือด  หรือส่วนประกอบจากเลือดเช่น  พลาสมา (น้ำเลือด)  หรือเกล็ด  ที่อาจเกิดจากการเสียเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดก่อนการค้นพอไวรัสตับอักเสบ ซี

                         2. ผู้ที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

                         3. การสัก  การเจาะตามร่างกาย  สักคิ้ว  ไม่ใช้ของมีคมที่สัมผัสผิวหนังรวมกัน  เช่น  มีดโอน  กรรไกรตัดเล็บแปลงสีฝัน ฯลฯ

                           4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง  โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการฟอกไตมาเป็นเวลานาน

                            5. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ติดจากแม่ไปสู่ลูก(พบได้น้อยมาก)

เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น

                        เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกาย  จะมีระยะฟักตัว 6-8 สัปดาห์  จึงเริ่มมีอาการตับอักเสบ  จะมีผู้ป่วยประมาณ10 -15 เปอรืเซ็นต์  ที่มีอาการตัวและนัย์ตาเหลือง  หรือเป็นดีซาน  มีอาการคล้ายๆ  เป็นไข้หวัดใหญ่  อ่อนเพลียมาก  รู้สึกเบื่ออาหาร  คลื่อนไส้  อาเจียน  ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ  ผู้ป่วยเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง  โดยที่ยังมีไวรัสอยู่ในร่างกายตลอดเวลา  และจะมีอาการอักเสบของตับขึ้นๆ  ลงๆ  อยู่ตลอดเวลา  ของผู้ป่วยถึงร้อยละ 85 และมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยแค่ร้อยละ 15 ที่อาจจัดการไวรัสได้หมดผู้ป่วยร้อยละ 20.30  จะเกิดอาการตับแข็งหลังจากได้รับเชื้อแล้ว 20 ปี

                        ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น  ได้รับเชื้อตอนที่อายุมากแล้ว  ติดเชื้อจาการได้รับเลือด  ดื่มเหล้า

อาการที่เกิดจากตับแข็ง

                         1. เมื่อตับไม่สามารถสร้างสารอาหารพลังงานและทำลายสารพิษต่างๆ  ได้ตามปกติ  มีผลให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  คลื่นไส้  เท้าบวม  บางรายมีน้ำในช่องท้อง  (ท้องมาน)  ตัวเหลือง  ผิวแห้ง  คันตามตัว  หรือมีจ้ำเลือดง่าย  ไวต่อสารพิษมาก  ป่วยหรือติดเชื้อโรคง่ายถ้าเป็นมากตับจะหยุดทำงาน

                         2. มีพังผืดหรือแผลในตับมากขึ้น  จะอาการอาเจียนเป็นเลือด  จากภาวะหลอดเลือดป่งพองในหลอดอาการมีอาหารม้ามโต  เพราะเลือดจากม้ามไหลกลับไปสู่ตับได้ช้าลง  ถ้าม้ามโตมากๆ  จะเกิดอาการกินเม็ดเลือด  ทำให้ซีดหรือเกล้ดเลือดต่ำ

                         หลังจากผู้ป่วยเป็นตับแข็งแล้ว  อาการจุรุนแรงมากขึ้นและจะทรุดลงตามลำดับ  และจะมีโอกาศเสียชีวิตได้สูงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง  เช่น  อาเจียนเป็นเลือด  จะมีอาการติดเชื้อรุนแรงขึ้น  โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้องภาวะตับวาย  และผู้ที่เป็นตับแข็งนี้ยังมีโอกาศเป็นมะเร็งตับได้สูงร้อยละ 2 -4 ต่อปี

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ  ซี

                          ส่วนใหญ่นั้นจะรู้ว่าเป็นโดยบังเอิญ  เช่น  จากการตรวจร่างกายประจำปี  การบริจากเลือด  เมื่อตรวจพบว่าตับทำงานผิดปกติ  แพทย์จะตรวจว่าเป็นเพราะอะไร  ในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับวัรัสในระยะที่เกิดตับแข็งแล้ว  หรือโรคเป็นมะเร็งจากตับแข็ง  เช่น  ท้องมาน  อาเจียนเป็นเลือด  หรือเป็นมะเร็งตับแล้ว  ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจตับและหาไวรัสตับต่างๆ

การป้องกั ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตักเสบ  ซี  ทางที่ดีจึงเป็นการป้องกันเป็นหลัก  โดนหลี่กเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

การตรวจหาผู้ป่วย  เพราะระยะแรกของโรคนั้นไม่แสดงอาการ  จึงต้องตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี  และถ้าจำได้ว่าเคยดัรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2533  ผู้ที่สำส่อนทางเพศ  พวกที่ชอบสัก  เจาะเนื้อตัวทั้งหลาย  ให้ไปตรวจร่างกายไว้ก่อนได้เลยและถ้าพบว่าการทำงานของตับผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทัน

                         การตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี อาจทำได้ 2 วิธี

                      1. การตรวจจากน้ำเหลือง  คือ  การตรวจแอนติบอดี้ต่อไวรัสตับอักเสบ  ซี

                      2. ตรวจกาโดยตรงจากการตรวจหาอาร์เอ็นเอ  ของไวรัส

                      สำหรับการตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบ  ซี  พบว่าสายพันธุ์ของมันมีความสัมพันธุ์อย่างมากกับความสำเร็จของการรักษา  โดยพบว่า  ไวรัสตับอักเสบ  ซี  อาจบ่งได้ 6 สายพันธุ์หลัก  และมีสายพันธุ์ที่ง่ายต่อการักษาเพียง 5-6  เดือนก็หายได้แล้ว

เมื่อป่วยต้องทำอย่างไรดี

                       1. ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อ  ไม่ให้เลือด  ไม่เจาะ  ไม่สัก  ไม่ใช้  ของที่ปนเปื้อนของเหลวกับคนอื่น  การร่วมเพศก็ต้องสวมถุงยางอนามัย  แล้วทำการรักษาให้หายขาด

                        2. ดูแลเรื่องอาการการกินให้สะอาด  ครบ 5 หมู่  ออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่ดื่มเหล้า  สูบบุหรี่เลย

                        3. หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่ทำอันตรายต่อตับ  ต้องแจ้งแพทย์ให้รู้  ไม่ควรใช้สมุนไพรบางอย่าง  เช่น  ใบขี้เหล็ก  บอระเพ็ด  เพราะพบว่าอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้

                         4. ควรไปพบแพทย์สม่ำเสมอ  เพื่อการรักษาและประเมินการทำงานของตับทุก 3 – 6 เดือน  หรือกว่านี้ตามอาการ

การรักษา

                       เป้าหมายคือ  ทำให้ไวรัสตับอักเสบ  ซี  ตัวนี้หมดไปจากร่างกาย  ตับก็จะค่อยๆ  คืนความปกติ  ยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดี 2 ตัวที่ขอแนะนำ  และไม่เป็นอีกหลังหยุดยาคือการให้ยา 2 ตัวร่วมกันเป็นยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอนกับยากิน  ไรบาไวริน

อินเตอร์เฟอรอน คือ

                       เป็นโปรตีน  สามารถผลิตได้โดยภูมิต้านทานของเราในปริมาณจำกัด  จะทำการต่อต้านหรือกำจัดไวรัสตับอักเสบ ซี  การออกฤทธิ์โดยทั่วไปจะไปเสริมให้การทำลายไวรัสบางชนิดรวมถึงไวรัสตับอักเสบ  บี  และซี  เสริมการทำงานของภูมิต้านทาน  ปัจจุบันได้พัฒนายาชนิดนี้เป็น  เพ็คกิเลตเตดอินเตอร์เฟอรอน  ที่มีปะสิธิภาพการักษาที่สูงกว่าการออกฤทธิ์และยาวนานขึ้น  มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ไรบาไวริน  คือ

                       เป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายนิวคลีโอไซด์  เป็นสารในการสร้างอาร์เอ็นเอ  หรือดีเอ็นเอของไวรัส

                       ปัจจุบันมาตรฐานการักษานั้น  โดยการใช้ยาเพ็คกิเกตเตด  อินเตอร์เฟอรอน  ร่วมกับไรบาไวรินเป็นเวลา 24 สัปดาห์ในกรณีไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ที่ 1 และถ้าเป็นสายพันธุ์ที่ 1 จะใช้ประมาณ 48 สัปดาห์  ก็หาย

 

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น

ตามข้างกล่อง  ข้างถุง  หรือข้างกระป๋องของอาหารต่างๆ  ที่เราซื้อมานั้น  หากใครลองมาจับพลิกดูคงจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่เขียนเอาไว้ว่า “ข้อมูบโภชนาการ”  ซึ่งก็คือการแสดงข้อมูลโภชนาการของอาหารนั้นๆ  ในรูปของชนิดและปริมาณสารอาหาร  นอกเหนือไปจากการระบุชื่อที่อยู่ผู้ผลิต  วันผลิต  น้ำหนักสุทธิ  ที่ต้องระบุอยู่แล้ว   โดยข้อมูลโภชนาการนี้มีทั้งแบบเต็มและแบบย้อด้วย

                บางคนอ่านเจ้าข้อมูลโภชนาการแล้วก็ยังงงๆ  อยู่  ไม่รู้ว่าหมยาถึงอะไร “108 เคล็ดกิน”  จึงจะมาไขข้อข้องใจในฉลากโภชนาการแบบย่อให้ฟังกัน  เริ่มจาก”หนึ่งหน่วยบริโภต”  ก็หมายถึงปริมาณการกินหรือดื่มต่อครั้ง  เช่น  หนึ่งหน่วยบริโภค : 1  กล่อง  (160 กรัม) หมายถึงกินครั้งละ 1 กล่องหรือ 160 กรัม  แต่ถ้าเขียนว่าหนึ่งหน่วยบริโภค : 5 ลูก (150 กรัม) หมายถึง  ห่อ  ขวด  หรือกล่องนี้กินได้กี่ครั้ง  เช่น  จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง: 1 หมายความว่า  สามารถกินหมกกล่องภายใน 1 ครั้ง  แต่ถ้าเขียนว่า  จำนวนหน่วยบริด๓คต่อกล่อง : 3 ก็หมายความว่า 1 กล่องให้แบ่งกินได้ 3 ครั้ง

                ส่วน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”  หมายถึงเมื่อกินตามปริมาณที่ระบุไว้หนึ่งหน่วยบริโภคแล้วจะได้รับพลังงานและสารอาหารอะไรบ้างในปริมาณน้ำหนักจริงเท่าใด  และปริมาณที่กินนี้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่ควรกินได้รับต่อวัน “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน”  หมายถึง  สารอาหารที่ได้รับจากการกินแต่ละครั้งตามปริมาณที่ระบุไว่ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน เช่น  ถ้าปริมาณอาหารที่กินต่อครั้งให้คาร์โบไฮเรต 8%  ของปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน  ก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นๆ  อีก 92% และสุดท้าย  “Thai  RDT”  หมายถึง  ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้กินต่อวันสำหรับคนไทย 6 ปีขึ้นไป  เช่น  วันหนึ่งๆ  ควรได้รับคาร์โบไฮเครตประมาณ 300 กรัม  ไขมันน้อยกว่า 65 กรัม  เป็นต้น

ความลับของอาหารที่ทำให้สาวญี่ปุ่นอ่อนกว่าวัย

มิถุนายน 29th, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

สาวญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาหุ่นให้ดูดีผอมเพรียว  และนั่นเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่า  ว่ากันว่าถ้าคุณทานอาหารญี่ปุ่นทุกวัน  ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับร่างกายของคุณในไม่ช้า  ทั้งนี้เพราะในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก  และปลา  ซึ่งมัไขมันต่ำมาก

 

                องค์การอนามัยโลกระบุว่า  สาวชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่า  มีอายุยืนมากที่สุด  และรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก  หลายปีที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่ย  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นพวกเธอมีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะอาหาร

 

                การกินและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น

 

                เริ่มต้นเคล็ดลับแบบโตเกี่ยวได้เสียแต่บัดนี้

 

                1. การนำเสนอเป็นกุญแจสำคัญ  เสริร์ฟอาหารแต่พอประมาณบนจานสวยๆ  ใบเล็ก  จะช่วยให้คุณประทับใจกับอาหาร  ผู้หญิงญี่ปุ่นยังยึดสุภาษิตที่ว่า  “ฮารา  ฮาซิ  บันเม”  ซึ่งหมายถึงทานให้อิ่มแค่ 80%

 

                2. เน้นปลา  ผัก  ข้าว  ถั่วเหลือง  และผลไม้  คิดถึงผักเป็นอาหารจานหลักไม่ใช่แค่เครื่องเคียง

 

                3. ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง  ข้าวกล้อง  งดขนทป้งขาว  มัฟฟิน  หรือขนทปังโรลต่างๆ

 

                4. ใช้น้ำมันเรพสีดอออยส์ (rapeseed  oil) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร  เป็นน้ำมันปรุงอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่น

 

                5. เปลี่ยนจากชาดั้งเดิมเดิมมาเป็นชาเขียว  จากการศึกษาพบว่า  ชาเขียวมีเคทชินโพลิฟินอลส์  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นในเกิดการเผาผลาญแคลอรี่  นอกจากนี้ชาเขียวอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนต์  ซึ่งช่วยซะลอความแก่…ดื่มซะ

 

                6.  เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นมักไม่หยุดนิ่ง  พวกเขาออกกำลังอยู่เป็นประจำ  ไม่ว่าจะเป็นการเดิน  ปั่นจักรยาน

ความรู้เรื่อง ชีส

มิถุนายน 28th, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

             เมื่อเอ่ยถึง  ชีส (cheese)  หลายท่านคงเข้าใจว่า  ชีส  ก็คือเนย  แต่ที่แท้จริง  เนย  คือไขมันล้วนๆ  ที่ถูกแยกออกมาจากไขมันนมสด  สำหรับ ชีส  คือผลิตภัณฑ์นม  ซึ่งเปลี่ยนลักษณะไปเป็นของแข็งด้วยกระบวนการทางอุตสหกรรมอาหาร  โดยการเดิมเชื้อจุลอนทรีย์ลงไปในนม  ให้นมจับกันเป็นลิ่ม  และแยกตัวเป็นชั้นของเหลวเรียกว่า “เวย์”  ที่มีคุณค่าทางอาหารจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์  บางครั้งยังสามารถจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์  บางครั้งยังสามารถนำไปทำยา  หรือเครื่องบำรุงผิว

 

                เมื่อทราบว่า  ชีส  คืออะไรแล้ว  ต่อไปจะเล่าว่า  ชีสมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไรบล้าง  ชีสเป็นแหล่งอาหาร  ที่ประกอบด้วยโปรตีนแคลเซี่ยม  ฟอสฟอรัส  สังกะสี  ไม่แพ้นม  และวิตามิน 12 ของอาหารประเภทมังสะวิรัตน์อีกด้วย  ขณะที่มีน้ำตาลแลคโตสในอัตราที่ต่ำกว่านม  ซึ่งเป็นผลดีต่อผุ้ที่มีปัญหาในการดื่มนม

 

                สำหรับท่านที่มีปัญหาในการดื่มนม  อธิบายเพิ่มเติมดังนี้  บางคนร่างกายขาด  “น้ำย่อยแลคโตส”  หรือมีน้อย  ทำให้เมื่อดื่มนมแล้วร่างกายไม่สามารถที่จะย่อย “น้ำตาลแลคโตสไ  ที่มีอยู่ในนมได้  ส่งผลให้น้ำตาลแลตโตสที่เหลืออยู่ในร่างกายผ่านเข้าสู่ลำใส้ใหญ่  และถูกย่อยแบททีเรีย  จนเกิดการหมักหมมเป็นก๊าช  และกรด  ทำให้เกิดอาการท้องอืด  ท้องเสีย  หรือปวดท้อง

 

                ดังนั้นผู้ที่มีปัยหาในการดื่มนม  จึงหัดมารับประทาน  ชีสแทนไม่เกิดอาการแพ้เหมือนการดื่มนม

 

                เนื่องจาก  ชีสเป็นอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้น  ชีสจึงเหมาะสมสำหรับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต  ซึ่งต้องการอาหารที่มีพลังงาน  และสารอาหารสูง  โดยเฉพาะโปรตีน  และแคลเซี่ยมซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อกระดูก  ช่วยให้กระดูกแข็งแรง  และสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้  (การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแกร่งควรจะเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก  จนเป็นผู้ใหญ่  และเข้าสู่วัยสูงอายุ)  นอกจากนี้  ชีสยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพฟัน  เพราะมีน้ำตาลในปริมาณต่ำ  แต่มีโปรตีนในรูปของแคลเซี่ยมที่ช่วยเคลือบผิวฟัน และป้องกันฝันผุ

 

                การรับประทาน  ชีสอาจจะได้รับไขมันมากกว่าดื่มนมเล้กน้อย  แต่จะให้คุรประโยชน์มากกว่า  การรับประทานเค้ก  คุกกี้  หรือ  ช็อกโกแลต  ซึ่งให้แต่พลังงาน  และไขมันเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่  ชีสให้สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายเหมือนนม  สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก  อาจจเลือกรับประทาน  ชีสที่มีจากไขมันต่ำ  เพราะจะมี  คลอเรสเตอรอลต่ำเช่นกันดังนั้น  ชีสจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย

 

กินอะไรดีที่ช่วยให้สดชื่นได้ 100%

มิถุนายน 22nd, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

น้ำดื่ม  ปัจจัยหลักของการดำรงชัวิตที่เดียว  การดื่มน้ำมาก  จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น  โดยเฉพาะเวลาหน้าร้อน  การดื่มน้ำบ่อยกว่าเดิมจะช่วยได้มาก  เพราะร่างกายเดิมจะช่วยได้มาก  เพราะร่างกายจะขาดน้ำง่ายกว่าปกติ  ยิ่งถ้าเป็นน้ำที่มีรสชาติอย่างน้ำผลไม้  หรือน้ำโซดากลิ่นผลไม้ก็จะช่วยได้มาก  น้ำตาลที่อยู่ในน้ำจะช่วยทำให้เรามีพลังงานสดชื่นขึ้น  ส่วนพวกน้ำแร่ก็ดีเช่นกัน

 

                เครื่องดื่มหลังออกกำลังกาย หรือ Sports  drinks  เครื่องประเภทนี้นอกจากจะให้น้ำและพลังงานแล้ว  ยังช่วยป้องกันการขาด  น้ำของร่างกายด้วย  และคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงาน  มีเครื่องดื่มบางแบบที่มีโปรตีนรวมอยู่ด้วยเล้กน้อย  ซึ่งก็จะช่วยให้พลังงานเช่นกัน  รวมทั้งทำให้หายเหนื่อยจากการออกกำลังกายได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

                แตงโม  เห็นเนื้อสีแดงๆ  ฉ่ำๆ  อย่างนี้  บอกไว้ได้เลยว่ามีน้ำและน้ำตาลเยอะ  เหมาะสำหรับไว้ทานหน้าร้อนที่สุด  ยิ่งเวลาเอาไปแช่ในตู้เย็นมันให้เย็นเจี๊ยบ  เอามากินตอนร้อนๆ  หวานอร่อยอย่าบอกใคร  คนญี่ปุ่นจะชอบกินอตงโมมากๆในช่วงหน้าร้อน  ในแตงโมมีปริมาณน้ำกว่า 90% แถมยังมีสารที่ช่วยป้องกันโนคมะเณ้งได้อีกด้วย

 

                ชาเย็น  เป็นอีกเครื่องดื่มหนึ่งที่ช่วยให้สดชื่นได้  แต่อย่าดื่มเยอะไปเพราะชามีคาเฟอีนอยู่ด้วย  ถ้าดื่มเกิน6 แก้วต่อวัน  จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดน้ำได้  ดังนั้น  ควรดื่มแต่แก้วสองแก้วพอแล้ว

 

                แตงกวา  นี่สุดยอดผักที่มีน้ำเยอะมาก  มากกว่าแตงโมเสียอีก  คือมีน้ำอยู่ประมาณ 96 % แถมยังไม่มีแคลรี่อีกต่างหาก  ถึงแม้ว่า  แตงกวาอาจจะไม่ใช่ผักที่มีสารอุดมมากที่สุด  แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีน้ำอยู่มาก  และมีวิตามินต่างๆ  อีกด้วย  เอามาใส่สลัดกินเย็นๆ  แก้ร้อน  อร่อยแถมได้ประดยชน์อีกด้วย

 

กินผักผลไม้เป็นขนมขบเคี้ยวกีกว่า

 

                สำหรับคนที่ไม่สามารถเลิกนิสัยกินจุบกินจิบได้  ไม่ต้องห่วง  เรามีวิธีมาช่วยแล้ว  ลองหันมากินพวกผักผลไม้แทนที่จะกินมันฝลั่งทอด  เกี๊ยวทอด  คุกกี้  หรือเค้กต่างๆ เวลาออกไปกินข้าวกลางวัน  ก็ซื้อผลไม้กลับมาที่กินที่โต๊ะด้วย  แทนการซื้อก็เปลี่ยนมาเป็นผลไม้ด้วย  ถ้าอยากกินไอศกรีมจริงๆ  ลองหาไอศกรีมแคลลรี่ต่ำที่ทำจากผลไม้จริง  ถ้าสาวคนไหนชอบกินไอศกรีมแท่งมาก  โดยการเอาองุ่นไปแช่แข็งไว้รับรองเหมือนไอศกรีมเลย

 

อาหารช่วยทำให้ร่างกายฟิต

 

                ต้องทางอาหารช่วยด้วย  อาหารที่ช่วยให้ร่างกายฟิตและสร้างกล้ามเนื้อนั้น  เช่น  ถั่วแดง  เนื้อวัว (แบบออร์แกนิค)  บาร์บีคิวไก่  ไข่  และโยเกร์ตสด  ของเหล่านี้มีสารอาหารอย่างเช่น  โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต  เพื่อที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อ  ส่วนในโยเกิร์ตและไข่ก็จะมีแคลเวียมที่เสริมสร้างกระดุกอีกด้วย  ทำให้ร่างกายของคุณเฟิร์ม  ใส่บิกินี่ได้ไม่อายใคร

 

10 วิธีกินให้มีสุขยุคอาหารราคาแพง

มิถุนายน 15th, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

เผย 10 วิธีกินให้มีสุขให้มีสุขยุคอาหารแพง  พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มคุรค่าทางโภชาการในแต่ละมื้อ  หวังสร้างสุขภาพดี  ลดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  และโรคอ้วน

 

                ปัจจุบันการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพจำเป็นต้อวยึดหลักความเหมาะสมและพอเพียง  โดยเฉพาะปัยหาด้านสาธารณสุขที่เหิดจากกินอาหารในปริมาณมากเกินไป  ไม่ถูกหลักโภชนาการ  ส่งผลให้เกิดภาวะโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  และโรคอ้วนลงพุงตามมา  ซึ่งเป็นปัยหาที่กรมอนามัยจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน  เพราะคนที่อ้วนลงพุงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนไม่อ้วนลงพุง 3 เท่า  มีความดันโลหิตสูงและไขมันคอเรสเตอรอล  ซึ่งเป็นไขมันตัวร้ายมากกว่า 2 เท่าตัว  และคนอ้วนลงพุงจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่าตัว

 

                เพื่อลดปัยหาและสร้างสุขภาพดีให้กับตนเองประชาชนจึงควรพานำหลังพอเพียงมาใช้ในการกินอาหารแต่ละมื้อด้วย  โดยกินอาหารไห้ได้สารอาหารและพลังงานที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่ละวัน  หากรู้สึกอิ่มให้ลดหรืองดการกินเพราะความอยาก  ความอร่อย  กินอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง  ไม่กินอาหารรสหวาน  เค็ม  มันมากไป  หรือสร้างพฤติกรรมการกินอย่าง่ายภายใต้หลัก 10 วิธีกินในยุคอาหารแพง  ได้แก่

 

                1) กินพออิ่มในแต่ละมื้อ  โดยตักอาหารกะปริมาณพอดี  เช่น  ตักข้ายสวย 1 – 2 ทัพพี  ผัก 4 – 6 ช้อนกินข้าว  เนื้อสัตว์ 2 – 3 ช้อนกินข้าว  แล้วตามด้วยผลไม้ 1 – 2 ส่วน  ตามด้วยน้ำสะอาด 1 – 2 แก้ว  ก้เพียงพอ

 

                2) ดัดแปลงอาหารที่เหลือเป็นอาหารที่เหลือเป็นอาหารจานใหม่  เช่นผัดคะน้า  นำมาต้มจับฉ่ายผสมกับอื่นๆ  น้ำแกงส้มที่เหลือสามารถเติมถั่วฝักยาวมะละกอ  แครอท  ผัดบุ้ง  ส่วนผลไม้ที่เหลือหลายชนิดน้มาเป็นสลัดผลไม้  หรือ  ปลาทูทำให้ได้อาหารจานใหม่  และใช้ประโยชน์จากอาหารได้คุ้มค่าไม่มีอาหารเหลือทิ้ง

 

                3) ทำอาหารปริมาณมากกินได้หลายมื้อ  เช่น  ต้มไข้พะโล้หนึ่งหม้อกินได้ทั้งวัน  อาจเติมหน่อไม้จีนหรือผัดอื่นลงไปด้วยหรือกินร่วมกับผักสด  เช่น  แตงกวา  ผักกาดหอมหรือผักกาดขาวหรือคะน้าลวก

 

                4) หุงข้าวผสมข้าวโพด  ถั่ว  เผือก  มัน  ใส่เพื่อเพิ่มวิตามินและยังได้อาหารอื่นๆ  เพิ่มด้วย  และตอนนี้ข้าวราคาแพงจึงใส่ข้าวโพด  ถั่ว  เผือก  มัน  เสริมเข้าไปในข้าว  จะทำให้ข้าวในปริมาณน้อยลงด้วย

 

                5) ปรับเมนูอาหารคุณภาพดีราคาถูก  เช่น  ไข่พะโล้เพราะปกติใส่หมูกับไข่เท่านั้น  ก็เปลี่ยนจากหมูมาเป็นเต้าหู้แทนก็ได้

 

                6) ลดการกินจุบกินจิบ  กินอาหารหลัก 3 มื้อก้เพียงพอแล้ว  อาหารว่างเป็นผลไม้หรือนม

 

                7) งดกินอาหารมื้อดึก  เพราะกินอาหารมื้อดึกเข้าไปแล้วในช่วงเวลานั้นไม่มีการออกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ  มีแต่การนอนทำให้ร่างกายเผาผลาญอาหารที่กินไปน้อยมากและจะสะสมเป็นไขมันแทนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

 

                 เคี้ยวอาหารช้าๆ  อย่ารีบริ้น  ซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่าเพราะร่างกายเราจะเริ่มอิ่มอมื่อกินอาหารไปประมาณ 20 นาที

 

                10 ) เน้นกินอาหารไทย  เช่น  ข้าวราดแกง  ก๋วยเตี๋ยวขนมจีน  แทนอาหารจานด่วนตะวันตก  นอกจากราคาถูกแล้วยังให้สารอาหารอาหารราบถ้วนและสมดุล  นพ. ณรงค์ศักดิ์  กล่าว

 

                สิ่งสำคัญสำหรับการกินอาหารให้ได้คุณค่าโภชนาการคือควรกินอาหารในแต่ละมื้อให้ครบ 5 หมู่  คืออาหารประเภทแป้ง  ไขมัน  เนื้อสัตว์นั้นจะเน้นให้กินปลา  เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน  ไข่  ถั่วประเภทต่างๆ  และเมล็ดธัญพืชเป้นประจำ

 

                นอกจากอาหารหลัก 5 หมุ่  แล้ว  ควรได้รับอาหารประเภทเมนูชูสุขภาพใน 4 กลุ่มคือ  กลุ่มอาหารที่ให้ใยอาหารสูงเพื่อช่วยให้การขัดถ่ายสะดวกขึ้น  อาหารที่อยู่ในกลุ่มวิตามินเอและธาตุเหล้กสูง  เพื่อช่วยเพิ่มความต้านทานโรคทำให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยการเจริญเติฐโตของเด็กอาหารในกลุ่มอาหารที่มีไขมันต่ำ  ประชาชนผู้บริโภคจึงควรตะหนักและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสมในยุดเศรญฐกิจพอเพียง  เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง

 

กินครบ 5 รส ได้ประโยชน์ครบถ้วน

มิถุนายน 3rd, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

คงจำกันได้กับบทเรียนเมื่อสมัยประถมที่คุณครูเคยสอนว่า  ลิ้นของเรามีตุ๋มรับรสอยู่ 5 รส  ด้วยกันคือเปรี้ยว  หวาน  เด็มเผ็ด  ขม  รสทั้ง 5  รสนี้หากผสมรวมกันอย่างพอเหมาะก็จะทำให้เกิดเป็นรสอร่อยขึ้นมาได้  อีกทั้งรสชาติและละรสนี้ก็ยังมีคุณประโยชน์ต่อส่วนต่างๆ  ของร่างกายต่างกันออกไปด้วย

 

                อาหารรสหวาน  เช่น  ความหวานจากน้ำผึ้งและผลไม้ต่างๆ  นั้นมีประโยชน์ต่อระบบย่อยและการทำงานของม้ามช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต  แต่ถ้ากินหวานมากเกินไปก็ทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหมาน  อาหาร รสเค็ม  เช่น  ปลาเค็ม  เนื้อเค็ม  จัช่วยให้ลำใส้ดูดซึมดี  แต่ถ้ากินเค็มมากไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคไตได้

 

                อาหารรสเปรี้ยวจากผลไม้ต่างๆ  มีประโยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น  แต่กินเปรี้ยวมากไปกระเพราะอาหารอาจระคายเคืองได้  อาหารรสขมจากพืชผักต่างๆ  มีประโยชน์ต่อหัวใจ  ช่วยในการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมสารอาหาร  รวมไปถึงระบบขับถ่ายของเสีย  ส่วนอาหารรสเผ็ดอย่างพริก ขิง  กระเทียม  ก็จะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร  ช่วยขับสารพอษ  และช่วยให้ระบบไหลเวียนคล่องตัวขึ้น  แต่กินมากไประวังเป็นกระเพราะอาหารได้

 

เลือกอาหาร…เลี่ยงสารพิษอย่างไรดี ?

พฤษภาคม 28th, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

               ต้องยอมรับว่าดารกินอยู่เดี๋ยวนี้แสนลำบาก  จะกินไอศกรีมสักแท่งก็ต้องพะวงว่าจะมีแบททีเรียจากอุจจาระปนอยู่ไหม  หรือจะกินมันฝรั่งทอดสักชิ้นก็ต้องดูว่ามีปริมาณสารก่อมะเร็งอะคริลาไมค์มากน้อยเพียงใดพอที่จะก่อให้เกิดก้อนเนื้อที่ไม่ได้เชื้อเชิญมาหรือเปล่า  เฮ้อ  เกิดเป็นมนุษย์นี้น่าเหนื่อยจริงนะครับ  แถมพอจะตายก็ไม่ได้ “จากไปดีมีสุข”  ชักระตุกที่เดียวตาย  แต่ต้องมาตายอย่างเป็นทุกขเวทนาน่าสงสารเป็นยิ่งนักแต่อย่างไรก้ดี  ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ก้ต้องสู้กับอนุมูลอิสระเหล่านี้ต่อไป  เพียงแต่เรารู้จักเลือกสักหน่อยจะได้ไม่เป็นการทำลายสุขภาพตัวเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ  จะขอให้หลักในการ “กินเพื่อสุขภาพ”  เอาไว้ดังนี้

 

เลือกผักผลไม้ตามฤดุกาล  เพราะนอกจากจะไม่มีการเก็บไว้นานมากแล้ว  โอกาศที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลงก้ยังน้อยไม่เหมือนกับของนอกฤดู  และยังเป็นการสนับสนุนพี่น้องเกษตรไทยให้ขายผลผลิตด้วย

อย่าซื้ออาหารหรือผักผลไม้ที่ลดราคาหลังห้างปิด  เพราะอาหารเหล่านี้ได้ผ่านการปรุงหรือล้างมาตั้งแต่เช้า  โดยกว่าจะถึงมือคุณก็ผ่านมือและตากแดดตากลมมาจนโชกโซน ถ้ารับประทานดูจะรู้ได้ทันทีว่าไม่สดแต่ราคาที่ลดยั่วใจทำให้บางท่านลงซื้อไปแต่ผลลัพธ์ที่ตามอาจได้ไม่คุ้มเสียนัก

ล้างผักผลไม้ทุกครั้งแม้จุถูกบรรจุมาในถุงที่บอกว่าได้ล้างมาเรียบร้อยแล้ว  เช่นสลัดผักใส่ถุงซิปล็อคตามห้าง  เพราะอย่าลืมว่ากว่าจะถึงมือเราบางทีก็เย็นย่ำ  ผักที่ล้างแล้วก็อาจมีปคทีเรียเจริญงอกขึ้นมาได้อีก

เลือกผักผลไม้ที่เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์หรือแน่ใจว่าสดสะอาด  โดยเทคนิคของผมก็คือซื้อจากแม่ค้าเจ้าประจำเพราะถ้าเป็นลูกค้าเก่าเขาจะบอกตรงๆ  ว่าอันไหนสด  อันไหนค้าง  หรืออีกทีหนึ่งผมก็ไปซื้อที่ร้านดอยคำตรงตลาด  อตก.  ผักผลไม้จากโครงการหลวงนี้สด  กรอบน่ารับประทานมากครับ

ฝึกดูฉลากข้างผลิตภัณฑ์ให้เป็นนิสัย  ถ้าเป็นฝรั่งนี่เขาจะให้ความสำคัญกับส่วนประกอบของอาหารมาก  อย่างคุกกี้ดำยี่ห้อหนึ่งเคยหมกเม็ดไม่ใส่คำเตือนว่ามีไขมันทรานส์แฟ้ทซึ่งทำให้เกิดโรคหัวใจอยู่ยังโดนฟ้องจนเสีนศูนย์ไปเลย  แต่ของเรานั้นบางทีก็เอาสะดวกเข้าว่า  มองๆ ดูแล้วยังไม่หนดอายุก้ใช้ได้  ซึ่งบางทีของสิ่งเดียวกันแต่ถ้าเขาใส่การกันบูดเข้าไปกว่าจะหมดอายุมันก้นานโขอยู่นะครับ

ถ้าเป็นของสดขอให้เลือกซื้อในช่วงเวลาเช้า  ถ้าแม้ปัจจุบันการขนส่งจะทันสมัยส่งของได้ทันใจทางเครื่องบินก็ตาม  แต่การที่ของสดอยู่ในอากาศที่ร้อนช่วงบ่ายมักจะเป็นเคหะสถาณที่ดีสำหรับแบครีเรีย  ขนาดว่าการผ่าตัดผุ้ป่วยนั้นยังไม่นิยมทำกันในเวลาบ่ายเลยครับก็ด้วยเหตุพลเดียวกันนี้เอง

ไม่ควรซื้อในวันปลายสัปดาห์  เช่นวันศุกร์หรือเสาร์ด้วยว่าจะเป็นวันที่อาหาร (ที่เคย)  สดจะถูกนำมาโละขายให้หมดเพื่อที่จะได้นำของใหม่มาขายต่อไป  ในต่างประเทศก็เช่นกัน เชฟที่มีประสบการณ์ได้เคยออกโรงเตอนไว้เลยว่า  อย่ากินอาหารทะเลในวันดังที่กล่าวไปเพราะจะได้อาหารที่ไม่สดแต่ถูกปรุงแต่งให้น่าดูน่ารักประทานโดยซอสที่โปะหน้า

เลือกรับประทานอาหารหรือซื้ออาหารในร้านที่มีผู้ซื้อเยอะ  ด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสินค้าเร็ว  โอกาสที่ผู้ซื้อจะได้ของค้างก้น้อยลง

ชิมอาหารก่อนปรับปรุงให้เป็นนิสัย  กรมอนามัยได้เคยออกประกาศเตือนว่าคนไทยเรานั้นเป็นนักบริโภคนิยมในเรื่องของ  น้ำตาลและเกลือมากเกินพิกัดที่กำหนด  โดยเหตุส่วนส่วนหนึ่งมากจากการ “ปรุงก่อนซิม”  จนเป็นนิสัย  ทำให้เป็นโรคไต  โรคความดันโลหิตสูงกันมากตั้งแต่ยังอายุน้อย

อย่ากังวลกับสิ่งที่ผ่านไปหรือกับสิ่งที่ยังไม่เกิดมากเกินไป  บางท่านห่วงสุขภาพมากจนไม่เป็นอันกินอันทำอะไรเลย  อย่างนี้ก็เรียกว่าสุดโต่งเกินไปไม่เหมาะสม  ทำให้ชีวิตมีความเครียดแฟงอยู่ลึกๆ  ขอให้คิดว่าถ้าเลือกดีแล้ว  ทำดีที่สุดในการป้องกันสุขภาพของเราแล้ว  ก็ให้ภูมิใจว่ายังดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยอีกหลายพันหลายหมื่อนครับ

ท้ายนี้ก็ขอให้อย่าเพิ่ฝทอดอาลัยกับชีวิตเลยครับ  ยังมีสิ่งที่สวยสดงดงามและอาหารสุขภาพดีๆ  ให้ชื่นชมอีกเยอะ  อาหารไทยส่วนใหญ่นั้นเป็นอาหารที่ทำจากผักพื้นบ้าน  ถ้าเป็นไปได้อยากให้ลองใช้ผักที่ปลูกเองหรือผักที่ขึ้นตามธรรมชาติมาปรุงอาหารดูชึ้งนอกจากจะปลอดภัยรับประทานสะดวกใจแล้วยังได้วิตามินไม้แพ้ผักของฝรั่งด้วยครับ  ไม่ว่าจะเป็นตำลึงข้าวรั่ว  หรือผักโขมกินยอดก็ได้  ถ้าอยากรับประทานผักให้ได้หลากหลายมากกว่านี้ก็อาจซื้อได้จากที่โครงการหลวง  โดยเฉพาะผักคะน้าที่สดกรอบ  ราคาไม่แพง  เหมาะที่จะนำมารับประทานวันละ 5 กำมือตามโปรแกรมต้านความชนา  และยังมีสารต้านมะเร็งที่เรียกว่าอินโดลทรีคาร์บินอล (I-3-C)  ที่ช่วยยังยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เนื้อร้ายด้วย  เห็นไหมครับประเทศไทยเรายังเป็นแหล่งอาหารที่ดีอยู่มาก  อย่าเพิ่มถอดใจด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เสียก่อนเลยครับ  บ้านเรายังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าพิษภัยจากอาหารเยอะ

 

กะหล่ำปลีผักมากประโยชน์

พฤษภาคม 26th, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

กะหล่ำปลีทั้งสีเขียวและสีม่วงนำมาปรุงอาหารได้หลายประเภท  นอกจากความอร่อยแล้ว  ยังมีวิตามินซีสูง  แถมยังช่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ในเพศชายได้สูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์

 

                กะหล่ำปลียังมีใยอาหารสูง  มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารและกระตุ้นการทำงานของลำใส้ใหญ่  การรับประทานกะหล่ำปลีดิบสัปดาห์ละ 2 ครั้ง  หรือกำหล่ำปลีสุกวันละ 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำ  จะช่วยลดดอกาสเกิดโรคมะเร็งลำใส้และมะเร็งอื่นๆ  ที่มักพบบ่อยบริเวรช่องท้องได้

 

                นอกจากนี้กรดทาร์ทาริกในกะหล่ำยังมีส่วนช่วยยังยั้งไม่ให้แป้งและน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเปลี่ยนไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามร่างกายจึงเหมาะสำหรับผุ้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย

 

น้ำผึ้ง ยาดีไม่มีขม

พฤษภาคม 21st, 2010 admin เขียนความเห็น ไปที่ความเห็น

 

            ใครว่าต้องขมเท่านั้นถึงจะเป็นยา  น้ำผึ้งนี้ไว  ทั้งเป้นยาสารพัดปรโยชน์แถมยังหลานเจี๊ยบไม่น้อยหน้าใครอีกเวย  แต่น้ำผึ้งจากดอกไม้ต่างชนิดก็จะมีประโยชน์ต่างกันใครปลื้มแบบไหน  เลือกได้ตามอัธยาศัย

 

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำใย

 

                บำรุงเลือด  บำรุงสมอง  ช่วยให้ความจำดี  และนอนหลับสบาย

 

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่

 

                ขับความร้อนในร่างกาย  ใช้บรรเทาความร้อนจากแผลไฟลวก  ขับลม  แก้พิษ

 

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า

 

                ขับความร้อน  กระตุ้นความยากอาหาร  บำรุงม้าม  บำรุงประสาท

 

น้ำผึ้งจากเกสรดอกส้ม

 

                ลดอาการบวมอักเสบ  ขับพิษ  แก้กระหายน้ำ

 

ประโยชน์

 

                น้ำผึ้งแท้มีน้ำตาลเด็กซ์โทสและฟรุคโทส  ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและมคุณสมบัติความเป็นยาสูง  และยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี  วิตามินเค  วิตามินซีตามธรรมชาติ  กรดอะมิโน  กรดไขมัน  เกลือแร่  สังกะสี  และทองแดง  ถ้าเอาไปผสมรวมกับสมุนไพรจึงกล่ยเป้นยาที่หลายชาตินิยมใช้

 

                ในตำราจีนบันทึกไว้สรรพคุรของน้ำผึ้งไว้ว่าสามารถขับร้อน  บำรุงกระเพราะอาหาร  ม้าม  ขับพิษ  รักษาแผล  ทำหชุ่มชื่นลดความแห้ง  แก้ไอ  และแก้ปวดได้

 

                หมอในอเมริกาและแคนาดาให้คนป่วยทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน  เพื่อช่วยลดโคเลสเตอรอล  ป้องกันโรคหัวใจ  ทำให้หัวใจเต้นปกติ

 

                ในตำรายาของไทย  น้ำผึ้งช่วยให้ร่างกายดูดซึมตัวยาได้เร็วกระตุ้นการทพงานของไต  กระจายเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายทำให้มีกำลัง  สำหรับผู้ชายที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถ้าได้ทานน้ำผึ้งแท้วันละ 2 ช้อนโต๊ะ  ก่อนอนเป็นประจำทุกวัน  อาการจะดีขึ้น

 

                ถ้าได้อื่มน้ำผึ้งแท้ชงน้ำอุ่น  ก่อนทานอาหาร  1-1 ½  ชั่วโมงจะยับยั้งไม่ให้กระเพราะหลั่งกรดออกมามากเกินไป  เหมาะสำหรับหลังกรดออกมามากเกินไป  เหมาสำหรับคนที่เป็นแผลในกระเพราะอาหาร  แต่ถ้าชงกับน้ำเย็นจะกระตุ้นในกระเพราะอาหารหลั่งกรอมากขึ้น  กระตุ้นการบีบตัวของลำใส้  แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยและท้องผูก

 

                ไม่ควรดื่มน้ำผึ้งหลังอาหารทันที  เพราะระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และกระตุ้นให้กระเพราะหลังกรดมากเกินไป  ถ้าจะดื่มต้องทานอาหารไปแล้วประมาณ 2 -3 ชั่วโมง

 

                สาวๆ ที่นอนหลับยาก  ถ้าได้น้ำผึ้งชงกับน้ำเปล่าก่อนอนสักแก้วจะช่วยให้หลับสบาย

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ขายยาฉีดมะเร็งตับ เพ็คอินเตอร์เฟอรอน pegasys peginterferon alfa-2a 180 MCG./0.5 ML.
รักษามะเร็งตับ ไวรัสตับอักเสบ Chronic hepatitis.
ตอนนี้พี่สาวไม่ใช่แล้ว Buy and Make in USA,Expire on 07 2015, Roche pharmaceuticals
30Dose ขอขายDoseละ 8,500บาท
ติดต่อ:ศร Line: son2000
E-mail: s_son8@aol.com
Nice to see you guy.
I need to sale pegasys peginterferon alfa-2a 180 MCG./0.5 ML.
for treatment Cancer of liver, Hepatitis B, Hepatitis C, Chronic hepatitis.
My sister no need to use it.
I bouth from USA, Expire on 07 2015, Roche pharmaceuticals
I has30Dose.
300US Dollar/Dose (Include shipping aroud the world by Fedex)
Contract: Mr. Son
E-mail : s_son8@aol.com
Line : son2000

#2 By son (103.7.57.18|183.182.110.44) on 2013-07-04 15:26