สาระน่ารู้

posted on 29 Oct 2010 10:59 by noo-dang

การผ่าตัดเสริมสวยด้วยจมูกโดยทั่วไปนั้นการเสริมสวยจมูกมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการผ่าตัด  การเสริมจมูกจะใช้การผ่าตัดขนาดเล็ก และเกือบจะทั้งหมดใช้ในการเสริมด้วยซิลิโคน (Medical Grade Silicone) ที่ยอมรับถึงความปลอดภัยสูง  โดยสอดผ่านทางรอยผ่าตัดนี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก  แพทย์จะเริ่มผ่าตัดขนาดเล็กที่ด้านในของจมูก  ซึ่งแผลเหล่านี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก  แพทย์จะเริ่มผ่าตัดโดยการออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้า  และโครงสร้างจมูกก่อน  จากนั้นจึงเริ่มการเสริมจมูกโดยการฉีดยาชาพาะบริเวณที่รอบจมูก  บางรายอาจใช้ยาสลบร่วมด้วยโดยการฉีดยาหรือกินก็มี  สำหรับผู้ที่จะทำเกิดตื่นเต้นมาก  แต่ส่วนใหญ่ใช้ยาชาก็พอแล้ว  หลังผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้ทันที  แพทย์จะนัดมาตรวจดูอีกครั้ง 7 วันให้หลัง  เพื่อตัดไหมและตรวจดูความเรียบร้อย

การดูแลหลังผ่าตัด  โดยทั่วไปแล้วมักไม่จำเป็นต้องปิดแผลบริเวณที่จมุกเลย  สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีโดยที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตความผิดปกติ (ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ด้วย)  นอกจากอาการบวมปูดให้ผิดสังเกต  แต่แพทย์บางคนอาจนิยมใช้ Plaster ปิดบริเวณสันจมุกหรืออาจใช้เผือกดามบริเวณสันจมูกด้วย  แล้วแต่ความนิยมและประสบการณ์ของแพทย์แต่ละคน

 เมื่อกลับถึงบ้านให้ใช้ผ้าเย็นประคบโดยรอบจมูกประมาณ 1 -2 วัน  เพื่อไม่ให้มีเลือดออกจะได้มีอาการบวมน้อยลงลดอาการอักเสบ  จากนั้นวันที่ 3 – 4 เมื่อมีอาการบวมเต็มที่แล้วให้เปลี่ยนมาประคบด้วยผ้าอุ่นเพื่อลดอาการบวมให้น้อยลงภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด พอได้น้อย  ถ้าได้รัการผ่าตัดอย่างถูกต้องและมีการดูแลที่ดีพอ  อย่างไรก็ดีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นได้คือ

1. จมูกที่เสริมเกิดความเอียง  ผิดรูปทรง  ถ้าคุณตรวจพบในระยะแรก 1 -2 สัปดาห์แรกที่แผลยังไม่เข้าที่  แพทย์อาจช่วยดัดให้เข้าที่ได้  ถ้าเกิดภายหลังอาจเกิดการชนหรือกระแทกบริเวณจมุกจะไม่สามารถตัดให้เข้าที่ได้  มักจะต้องผ่าตัดใหม่

2. เกิดอาการจมูกอักเสบ  เกิดขึ้นได้  ถ้ามีการติดเชื้อบริเวณที่ทำการผ่าตัด  หรือบางครั้งเกิดจากการอักเสบผิวหนังบริเวณใก้เคียง  เช่น  เป็นบริเวณจมูก  บ่อยครั้งที่มักเกิดจากการเสริมที่โด่งเกินไป  เพราะอยากได้จมูกเกิดความยืดตัวของผิวหนัง  จนเกิดแดงที่บริเวณปลายจมูก  และอาจทะลุออกมาได้

ภัยเงียบ..! ภัยร้าย..! ป้องกันได้ ไวรัสตับอักเสบ ซ

                 ในปัจจุบัน  โรคภัยไข้เจ็บต่างๆพัฒนาตามการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์และการพัฒนาก็ทำให้ค้นพบโรคใหม่ๆ  (ที่มีมาก่อนนานแล้วและพัฒนาขึ้นมาใหม่)  และยังมีโรคอีกจำนวนมากที่คนไม่สามารถล่วงรู้เงื่อนงำของมันได้ 

                    ไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2532  นี่เอง  โดยแพทย์ชาวสหัฐอเมริกา  เป็นไวรัสตัวอักเสบที่ติอต่อได้ทางเลือดและเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส  สายเดี่ยว  ขนาดเล็ก  พลตรีนายแพทย์อนุชิต  จูฑะพุทธิ  เลขาธิการมูลนิธิโรคตับแห่งประเทศไทยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  กล่าวถึงไวรัสตับอักเสบซี  ว่าไวรัสตับักเสบ  ซี  มีความสำคัญแค่ไหน

                    องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื่อรังราว 170  ล้านคน  ส่วนในประเทศไทยเราพบโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 – 2 โดยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น  ไวรัสตับอีกเสบ  ซี  นี้มีสำคัญไม่ด้ยกว่าไวรัสตับอักเสบ  บี  ได้พบมานานแล้ว  และมีการฉีดวัคซีนป้องกันได้กว้างขวาง  ทำให้การควบคุมประสบสำเร็จสูง  ส่วนไวรัสตับอักเสบ  ซี  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ลัยังไม่พบว่ามีแนวโน้มที่จะค้นพบในเวลาอันใกล้นี้

                        ผู้ป่วยจากอาการไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื้อนังเกือบทุกรายจะมีอาการอักเสบของตับ  และทำให้ตับส่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ  ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ  ชนิด  บี  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่มีอาการอักเสบของตับ  โดยพบเพียงร้อยละ 15 – 25 เท่านั้นที่มีอาการอักเสบและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง

ใครคือผู้ที่เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบ  ซี

                        1. ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือด  หรือส่วนประกอบจากเลือดเช่น  พลาสมา (น้ำเลือด)  หรือเกล็ด  ที่อาจเกิดจากการเสียเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดก่อนการค้นพอไวรัสตับอักเสบ ซี

                         2. ผู้ที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

                         3. การสัก  การเจาะตามร่างกาย  สักคิ้ว  ไม่ใช้ของมีคมที่สัมผัสผิวหนังรวมกัน  เช่น  มีดโอน  กรรไกรตัดเล็บแปลงสีฝัน ฯลฯ

                           4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง  โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการฟอกไตมาเป็นเวลานาน

                            5. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ติดจากแม่ไปสู่ลูก(พบได้น้อยมาก)

เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น

                        เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกาย  จะมีระยะฟักตัว 6-8 สัปดาห์  จึงเริ่มมีอาการตับอักเสบ  จะมีผู้ป่วยประมาณ10 -15 เปอรืเซ็นต์  ที่มีอาการตัวและนัย์ตาเหลือง  หรือเป็นดีซาน  มีอาการคล้ายๆ  เป็นไข้หวัดใหญ่  อ่อนเพลียมาก  รู้สึกเบื่ออาหาร  คลื่อนไส้  อาเจียน  ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ  ผู้ป่วยเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง  โดยที่ยังมีไวรัสอยู่ในร่างกายตลอดเวลา  และจะมีอาการอักเสบของตับขึ้นๆ  ลงๆ  อยู่ตลอดเวลา  ของผู้ป่วยถึงร้อยละ 85 และมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยแค่ร้อยละ 15 ที่อาจจัดการไวรัสได้หมดผู้ป่วยร้อยละ 20.30  จะเกิดอาการตับแข็งหลังจากได้รับเชื้อแล้ว 20 ปี

                        ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น  ได้รับเชื้อตอนที่อายุมากแล้ว  ติดเชื้อจาการได้รับเลือด  ดื่มเหล้า

อาการที่เกิดจากตับแข็ง

                         1. เมื่อตับไม่สามารถสร้างสารอาหารพลังงานและทำลายสารพิษต่างๆ  ได้ตามปกติ  มีผลให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  คลื่นไส้  เท้าบวม  บางรายมีน้ำในช่องท้อง  (ท้องมาน)  ตัวเหลือง  ผิวแห้ง  คันตามตัว  หรือมีจ้ำเลือดง่าย  ไวต่อสารพิษมาก  ป่วยหรือติดเชื้อโรคง่ายถ้าเป็นมากตับจะหยุดทำงาน

                         2. มีพังผืดหรือแผลในตับมากขึ้น  จะอาการอาเจียนเป็นเลือด  จากภาวะหลอดเลือดป่งพองในหลอดอาการมีอาหารม้ามโต  เพราะเลือดจากม้ามไหลกลับไปสู่ตับได้ช้าลง  ถ้าม้ามโตมากๆ  จะเกิดอาการกินเม็ดเลือด  ทำให้ซีดหรือเกล้ดเลือดต่ำ

                         หลังจากผู้ป่วยเป็นตับแข็งแล้ว  อาการจุรุนแรงมากขึ้นและจะทรุดลงตามลำดับ  และจะมีโอกาศเสียชีวิตได้สูงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง  เช่น  อาเจียนเป็นเลือด  จะมีอาการติดเชื้อรุนแรงขึ้น  โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้องภาวะตับวาย  และผู้ที่เป็นตับแข็งนี้ยังมีโอกาศเป็นมะเร็งตับได้สูงร้อยละ 2 -4 ต่อปี

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ  ซี

                          ส่วนใหญ่นั้นจะรู้ว่าเป็นโดยบังเอิญ  เช่น  จากการตรวจร่างกายประจำปี  การบริจากเลือด  เมื่อตรวจพบว่าตับทำงานผิดปกติ  แพทย์จะตรวจว่าเป็นเพราะอะไร  ในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับวัรัสในระยะที่เกิดตับแข็งแล้ว  หรือโรคเป็นมะเร็งจากตับแข็ง  เช่น  ท้องมาน  อาเจียนเป็นเลือด  หรือเป็นมะเร็งตับแล้ว  ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจตับและหาไวรัสตับต่างๆ

การป้องกั ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตักเสบ  ซี  ทางที่ดีจึงเป็นการป้องกันเป็นหลัก  โดนหลี่กเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

การตรวจหาผู้ป่วย  เพราะระยะแรกของโรคนั้นไม่แสดงอาการ  จึงต้องตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี  และถ้าจำได้ว่าเคยดัรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2533  ผู้ที่สำส่อนทางเพศ  พวกที่ชอบสัก  เจาะเนื้อตัวทั้งหลาย  ให้ไปตรวจร่างกายไว้ก่อนได้เลยและถ้าพบว่าการทำงานของตับผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทัน

                         การตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี อาจทำได้ 2 วิธี

                      1. การตรวจจากน้ำเหลือง  คือ  การตรวจแอนติบอดี้ต่อไวรัสตับอักเสบ  ซี

                      2. ตรวจกาโดยตรงจากการตรวจหาอาร์เอ็นเอ  ของไวรัส

                      สำหรับการตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบ  ซี  พบว่าสายพันธุ์ของมันมีความสัมพันธุ์อย่างมากกับความสำเร็จของการรักษา  โดยพบว่า  ไวรัสตับอักเสบ  ซี  อาจบ่งได้ 6 สายพันธุ์หลัก  และมีสายพันธุ์ที่ง่ายต่อการักษาเพียง 5-6  เดือนก็หายได้แล้ว

เมื่อป่วยต้องทำอย่างไรดี

                       1. ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อ  ไม่ให้เลือด  ไม่เจาะ  ไม่สัก  ไม่ใช้  ของที่ปนเปื้อนของเหลวกับคนอื่น  การร่วมเพศก็ต้องสวมถุงยางอนามัย  แล้วทำการรักษาให้หายขาด

                        2. ดูแลเรื่องอาการการกินให้สะอาด  ครบ 5 หมู่  ออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่ดื่มเหล้า  สูบบุหรี่เลย

                        3. หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่ทำอันตรายต่อตับ  ต้องแจ้งแพทย์ให้รู้  ไม่ควรใช้สมุนไพรบางอย่าง  เช่น  ใบขี้เหล็ก  บอระเพ็ด  เพราะพบว่าอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้

                         4. ควรไปพบแพทย์สม่ำเสมอ  เพื่อการรักษาและประเมินการทำงานของตับทุก 3 – 6 เดือน  หรือกว่านี้ตามอาการ

การรักษา

                       เป้าหมายคือ  ทำให้ไวรัสตับอักเสบ  ซี  ตัวนี้หมดไปจากร่างกาย  ตับก็จะค่อยๆ  คืนความปกติ  ยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดี 2 ตัวที่ขอแนะนำ  และไม่เป็นอีกหลังหยุดยาคือการให้ยา 2 ตัวร่วมกันเป็นยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอนกับยากิน  ไรบาไวริน

อินเตอร์เฟอรอน คือ

                       เป็นโปรตีน  สามารถผลิตได้โดยภูมิต้านทานของเราในปริมาณจำกัด  จะทำการต่อต้านหรือกำจัดไวรัสตับอักเสบ ซี  การออกฤทธิ์โดยทั่วไปจะไปเสริมให้การทำลายไวรัสบางชนิดรวมถึงไวรัสตับอักเสบ  บี  และซี  เสริมการทำงานของภูมิต้านทาน  ปัจจุบันได้พัฒนายาชนิดนี้เป็น  เพ็คกิเลตเตดอินเตอร์เฟอรอน  ที่มีปะสิธิภาพการักษาที่สูงกว่าการออกฤทธิ์และยาวนานขึ้น  มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ไรบาไวริน  คือ

                       เป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายนิวคลีโอไซด์  เป็นสารในการสร้างอาร์เอ็นเอ  หรือดีเอ็นเอของไวรัส

                       ปัจจุบันมาตรฐานการักษานั้น  โดยการใช้ยาเพ็คกิเกตเตด  อินเตอร์เฟอรอน  ร่วมกับไรบาไวรินเป็นเวลา 24 สัปดาห์ในกรณีไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ที่ 1 และถ้าเป็นสายพันธุ์ที่ 1 จะใช้ประมาณ 48 สัปดาห์  ก็หาย

 

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น

ตามข้างกล่อง  ข้างถุง  หรือข้างกระป๋องของอาหารต่างๆ  ที่เราซื้อมานั้น  หากใครลองมาจับพลิกดูคงจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่เขียนเอาไว้ว่า “ข้อมูบโภชนาการ”  ซึ่งก็คือการแสดงข้อมูลโภชนาการของอาหารนั้นๆ  ในรูปของชนิดและปริมาณสารอาหาร  นอกเหนือไปจากการระบุชื่อที่อยู่ผู้ผลิต  วันผลิต  น้ำหนักสุทธิ  ที่ต้องระบุอยู่แล้ว   โดยข้อมูลโภชนาการนี้มีทั้งแบบเต็มและแบบย้อด้วย

                บางคนอ่านเจ้าข้อมูลโภชนาการแล้วก็ยังงงๆ  อยู่  ไม่รู้ว่าหมยาถึงอะไร “108 เคล็ดกิน”  จึงจะมาไขข้อข้องใจในฉลากโภชนาการแบบย่อให้ฟังกัน  เริ่มจาก”หนึ่งหน่วยบริโภต”  ก็หมายถึงปริมาณการกินหรือดื่มต่อครั้ง  เช่น  หนึ่งหน่วยบริโภค : 1  กล่อง  (160 กรัม) หมายถึงกินครั้งละ 1 กล่องหรือ 160 กรัม  แต่ถ้าเขียนว่าหนึ่งหน่วยบริโภค : 5 ลูก (150 กรัม) หมายถึง  ห่อ  ขวด  หรือกล่องนี้กินได้กี่ครั้ง  เช่น  จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง: 1 หมายความว่า  สามารถกินหมกกล่องภายใน 1 ครั้ง  แต่ถ้าเขียนว่า  จำนวนหน่วยบริด๓คต่อกล่อง : 3 ก็หมายความว่า 1 กล่องให้แบ่งกินได้ 3 ครั้ง

                ส่วน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”  หมายถึงเมื่อกินตามปริมาณที่ระบุไว้หนึ่งหน่วยบริโภคแล้วจะได้รับพลังงานและสารอาหารอะไรบ้างในปริมาณน้ำหนักจริงเท่าใด  และปริมาณที่กินนี้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่ควรกินได้รับต่อวัน “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน”  หมายถึง  สารอาหารที่ได้รับจากการกินแต่ละครั้งตามปริมาณที่ระบุไว่ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน เช่น  ถ้าปริมาณอาหารที่กินต่อครั้งให้คาร์โบไฮเรต 8%  ของปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน  ก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นๆ  อีก 92% และสุดท้าย  “Thai  RDT”  หมายถึง  ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้กินต่อวันสำหรับคนไท