นิยายวาย

posted on 05 Jul 2011 17:41 by noo-dang

“ทำอะไรอยู่น่ะ พี่สึโยชิ?”ดวงตากลมโตกระพริบถี่ๆด้วยความงุนงง จ้องมองพี่ชายที่ถือดัมเบลอยู่ในมือด้วยความสงสัย
ตั้งแต่กลับมาพี่สึโยชิก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ แถมขังตัวเองอยู่ในห้องจนเธออดสงสัยไม่ได้
...ที่แท้ก็มายกดัมเบลเพิ่มกล้าม...
“พี่จะเพิ่มกล้ามเหรอ?”แม้จะรู้แต่ก็ถามเพื่อความมั่นใจ เด็กสาวอ้อมผ่านร่างผอมๆของพี่ชายก่อนจะนั่งแปะอยู่บนเตียงมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ
สึโยชิเพียงพยักหน้าช้าๆก่อนจะวางดัมเบลลง เด็กหนุ่มเลิ่กแขนเสื้อตัวเองให้เห็นต้นแขนขาวๆนั่น ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มๆเนื้อบริเวณนั้นดูว่ากล้ามขึ้นบ้างรึยัง
“พี่ยกมากี่ทีแล้วน่ะ?”เด็กสาวถามด้วยความสงสัย มือบางๆพยายามดึงดัมเบลที่พี่เธอวางขึ้นมาบ้าง แต่เกร็งจนเห็นข้อขาวแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะยกขึ้น!
“ข้างละ100”เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่ชักจะเริ่มหงุดหงิด
แขนผอมๆของเขามันไม่เห็นจะมีกล้ามขึ้นมามั่งเลย!
เด็กสาวมองพี่ชายตรงหน้าอย่างปลงสังเวช พอจะรู้เหตุผลว่าทำไมพี่เธอถึงฮึดจะเพิ่มกล้าม สงสัยวันนี้จะมีเรื่องกับพี่คาวามูระมาอีกถึงได้ฮึดหนักกว่าเดิม!
แต่ก็นะ...“ไร้ประโยชน์น่ะ พี่สึโยชิ”คำพูดตัดความหวังที่เด็กหนุ่มฟังแล้วต้องค้อนขวับ เด็กสาวแกล้งส่ายหัวอย่างปลงสังเวชจนพี่ชายอยากจะเอาดัมเบลทุ่มใส่หน้านัก!
“พี่จำไม่ได้เหรอว่าตอนพี่อยู่ม.ต้นพี่ก็ทำแบบนี้ แล้วกล้ามมันขึ้นบ้างไหมล่ะ?”แม้จะเป็นความจริงแต่ฟังแล้วมันก็หงุดหงิดขัดใจ! เด็กหนุ่มมองน้องสาวตาขวางก่อนจะหยิบดัมเบลขึ้นมายกอีกครั้ง
“คราวนี้มันต้องได้สิน่ะ”คำพูดส่อเค้าความไม่ยอมแพ้ยิ่งทำให้สึโบมิต้องถอนหายใจหนักๆ
“พี่จำรุ่นพี่คุราโอะรุ่นพี่สมัยม.ต้นที่ตัวโตกว่าพี่เกือบสามเท่าได้ใช่ไหม? ที่กล้ามโตๆน่ะ”คำถามคุดขุ้ยเรื่องเก่าที่สึโยชิต้องเหลือบตาไปมอง พยักหน้าช้าๆแม้จะยังไม่หยุดยกดัมเบล
“แล้วพี่จำที่มันจับก้นพี่ได้ไหม?”
“แล้วขุดมาถามหาซากเธอเหรอ!”เด็กหนุ่มตะโกนอย่างฉุนๆ แต่กลับเรียกให้อีกฝ่ายยิ้มกว้าง
“ก็ต้องท้าวความหน่อยล่ะ หนูยังจำได้นี่ว่าพี่จับรุ่นพี่เขาทุ่มเสียหลังเดาะโทษฐานจับก้นของพี่น่ะ!”
“ไม่เห็นจะเป็นประเด็น”เด็กหนุ่มเอ่ยค้านเสียงแข็งแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ายัยน้องตัวดีหมายถึงอะไร
เด็กสาวมองเด็กหนุ่มที่โตแต่ตัวตรงหน้าด้วยความปลงอนิจจัง พี่สึโยชิน่ะคิดจะเพิ่มกล้ามมาแต่ไหนแต่ไรแต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง ทั้งๆที่เจ้าตัวก็แรงดีหยั่งกะช้างสาร! น่าจะปลงๆไปได้แล้วว่าตัวเองน่ะยังไงก็กล้ามไม่ขึ้น!
“หยุดนะวาคาบายาชิ!”เสียงตะโกนไล่หลังกลับเรียกให้เด็กหนุ่มเร่งสปีดเท้ามากขึ้น
นี่มันกรรมอะไรของเขาวะเนี่ย!
ตั้งแต่เขาต่อยไอ้รุ่นพี่บ้านั่นจนลงไปนอนวัดพื้น เขาก็กลายเป็นที่ต้องการตัวของชมรมคาราเต้ขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน เขาเพิ่งมารู้ว่าคนที่เขาล้มไปเป็นรองกัปตันของชมรม แล้วยังเป็นคนเดียวกับที่พาลูกน้องเป็นโขยง วิ่งไล่ตามตัวเขาตอนนี้อีกต่างหาก!
“หยุดนะ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”เสียงตะโกนเรียกจากด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มเบ้หน้าด้วยความขัดใจ ใครจะหยุดให้โง่!
พูดไปก็เหมือนพ่นลมใส่! บอกว่าไม่เข้าๆก็ยังตื๊ออยู่นั่นแหละ อะไรกันนักกันหนาวะ!
กลุ่มคนด้านหลังเริ่มตามติดกระชั้นจนสึโยชิต้องเบี่ยงตัวหนีไปทางบันได เขากระโจนพรวดเดียวก็ลงไปบันไดขั้นสุดท้าย ก่อนจะวิ่งต่อหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
ความสามารถที่สึโยชิคงไม่รู้ว่ายิ่งทำให้คนในชมรมยิ่งมุ่งมั่น
ไม่ว่ายังไงก็ต้องเอาตัวมาเข้าชมรมให้ได้!
“ขะ... ขอโทษ ทะ ที่มาสาย”สึโยชิพูดพลางลากร่างชุ่มเหงื่อของตนเดินมาทางโต๊ะข้างยูยะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
เขารบกับไอ้รุ่นพี่บ้าพวกนี้มาเกือบอาทิตย์ แถมไม่มีวี่แววว่าพวกนั้นจะรามือง่ายๆ!
ยูยะทอดสายตามองสึโยชิที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเห็นใจ มือบางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาก่อนจะเช็ดแก้มขาวซีดทีโผล่พ้นต้นแขนที่เจ้าตัวใช้หนุนรองเนิบช้า
“ขอบคุณนะ ยูยะ”เด็กหนุ่มไม่ลืมที่จะหยอดคำหวานก่อนจะจับมือนิ่มนั่นมาอังแก้ม ทอดสายตามองนิ่งจนคนโดนมองแก้มขึ้นสีก่ำ...เขาไม่หยุดศึกกับไอ้เลวนารุมิง่ายนักหรอก!
แล้วพลันบรรยากาศหวานฉ่ำนั้นก็หยุดชะงักลง เมื่อน้ำเกือบทั้งขวดถูกรินรดใส่หัวของสึโยชิราวกับโดนรดน้ำ ร่างขาวสะดุ้งเฮือก สะบัดศีรษะก่อนจะเตะโต๊ะใส่คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยความหงุดหงิด
นารุมิใช้เท้าดันโต๊ะนั้นไว้อย่างง่ายๆ เด็กหนุ่มแย้มยิ้มมุมปาก ประสานสายตากับอีกฝ่ายที่จ้องมองมาอย่างเอาเรื่อง
“แกราดน้ำใส่ฉันทำไม คาวามูระ!”สึโยชิกดเสียงต่ำกลั้นความโมโห เท้าของเขายังดันโต๊ะพยายามจะถีบใส่คนตรงหน้าที่ใช้เท้าดุนไว้สุดกำลัง
“ก็เห็นนายเหนื่อย”นารุมิพูดน้ำเสียงราบเรียบ สะกดอาการเหนื่อยของตนจากการออกแรงดันโต๊ะ ....เห็นตัวผอมๆไม่รู้มันไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน แรงเยอะเป็นบ้า!
ยูยะแทบจะร้องเสียงหลงเมื่อมือเรียวของทั้งคู่คว้าเก้าอี้ข้างตัวเตรียมทุ่มใส่อีกฝ่าย ร่างบางกระโจนกอดสึโยชิที่อยู่ใกล้กว่าสุดตัว ขอร้องเสียงเอื่อยว่าให้วางเก้าอี้ลง
“ก็ได้”สึโยชิว่าเรียบๆไม่สมนิสัย เขาวางเก้าอี้ลงข้างๆ ก่อนจะแย้มรอยยิ้มหวานที่นารุมิเห็นแล้วใจไม่ค่อยดี...
“ปล่อยนะ ทำอะไรน่ะสึโยชิ!”ยูยะร้องเสียงหลง ร่างบอบบางดิ้นขลุกขลักเมื่อคนตัวโตกว่าช้อนร่างทั้งร่างของเขาไว้ในอ้อมแขน ดวงหน้างามขึ้นสีก่ำแดงเรื่อจนสึโยชิอดไม่ได้ที่จะห้อมแก้มแผ่วเบาอย่างเอ็นดู...
ไม่สนใจนารุมิที่จ้องมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ!
“ปล่อย ทำบ้าอะไร วางฉันลงนะ”ยูยะยังคงดิ้นพล่าน มือขาวทุบอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง
“ก็ยูยะบอกให้วางเก้าอี้ก็วางแล้วไง ...อุ้มยูยะดีกว่ากันเยอะ”เหตุผลที่ยูยะฟังแล้วต้องก้มหน้างุด สะบัดดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนจนสึโยชิต้องค่อยๆวางลงบนพื้น ไม่ลืมที่จะขโมยหอมแก้มอีกครั้ง
การกระทำทั้งหมดที่นารุมิเห็นแล้วต้องเก็บอารมณ์ข่มลึก
...ในเมื่อว่าดีๆไม่ฟัง ก็ต้องใช้มาตรการขั้นสุดท้าย จับมันเปลี่ยนฝ่ายไปเลยจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับยูยะของเขาอีก!“หยุดเดี๋ยวนี้นะวาคาบายาชิ!”เหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าแทบจะซ้ำรอยเดิมล่วงเลยเข้าสู่วันที่แปด...
สึโยชิใกล้จะประสาทกินเต็มทนกับไอ้การวิ่งหนีรุ่นพี่ชมรมบ้านี่ แถมดูเหมือนแต่ละคนจะสะกดคำว่าไม่ไม่เป็นกันทั้งชมรม! ถึงพักเที่ยงทีไรข้าวก็ไม่ได้กิน! แถมยังต้องวิ่งหยั่งกะหนีผีอีก! จะเอาอะไรกับชีวิตเขากันนักกันหนาวะ!
“ไม่มีทางหนีแล้วนะ วาคาบายาชิ”รุ่นพี่ที่ท่าทางจะเป็นกัปตันชมรมพูดด้วยท่าทางดีใจแม้จะหอบจนตัวโยน เด็กหนุ่มเอามือปาดเหงื่อที่ไหลซึมลงมาตามไรผมพลางจ้องเขาด้วยท่าทางสดใส “เซ็นต์ซะ หลักฐานการเข้าชมรม!”ว่าแล้วก็ยื่นกระดาษขาวๆมาตรงหน้าสึโยชิที่ยืนมองอย่างเซ็งชีวิต
เขาโดนไล่ทันจนได้! เพราะคิดผิดที่หนีมาหลังโรงเรียนแท้ๆ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเขาโดนเหล่ารุ่นพี่ชมรมคาราเต้ล้อมหน้าล้อมหลังปิดทางออกรอบด้าน อยากจะบ้าตาย!
“ไม่เซ็นต์!”เขาเอ่ยเสียงแข็งแม้ตอนนี้ตนเองจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่ว่ายังไงเขาก็มั่นใจนักว่าพวกนี้คงไม่กล้าทำร้ายเขาแน่ๆ ดวงตาคู่เรียวจึงจ้องอีกฝ่ายอย่างท้าทายก่อนจะเหลือบไปรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์...
..คะเนจำนวนคนที่ล้อมกรอบเขาจากสายตาก็น่าจะประมาณ 9 คน แถมยังเป็นพวกหน้าเดิมๆที่เล่นไล่จับกับเขามาตั้งแต่วันแรกๆ แต่ละคนจ้องมองเขาอย่างเคืองแค้นแสนสาหัสราวกับเขาไปแย่งแฟนมาก็ไม่ปาน จะมีไอ้หน้าใหม่บ้างก็...ไอ้บ้านารุมิมายุ่งอะไรกับเขาด้วยวะเนี่ย!
ดวงตาของเขาเบิกกว้างแทบถลนเมื่อเหลือบไปเห็นคู่ปรับตัวฉกาจที่จ้องมองมาด้วยท่าทางกวนประสาทท่าประจำ แถมพอตวัดสายตาไปข้างๆก็ช็อคซ้ำรอบสองเมื่อยูยะที่มาจากไหนไม่รู้บัดนี้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ล้อมกรอบเขาไปซะแล้ว! เด็กหนุ่มส่งยิ้มกร่อยๆให้เขา ท่าทางดูสำนึกผิดต่างจากคนที่ยืนข้างๆลิบลับ
“รีบๆเซ็นต์ซะ ...นายไม่รู้เหรอว่าชมรมเคนโด้ ชมรมยูโด กับชมรมคาราเต้ของเราเป็นเครือเดียวกัน”ประโยคหลังรุ่นพี่รีบเสริมอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาที่เขาจ้องมองไปทางยูยะกับนารุมิ ...แต่ดูเหมือนรุ่นพี่จะแปลสายตาของเขาผิดไอ้อย่างนี้ให้ตายเขาก็ไม่เข้าชมรมบ้านี่หรอก! คิดจะเอาเพื่อนเขามาล่อก็ฝันไปเถอะ!
แล้วก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว ขาผอมๆที่ดูไม่มีแรงก็เตะเสยเข้าที่กกหูจนกัปตันล้มกลิ้ง ใบอนุมัติเข้าชมรมร่วงอยู่บนพื้น มีรอยรองเท้าแทนลายเซ็นต์จนคนที่เห็นแทบจะระงับอารมณ์ไม่ไหว!มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!
แต่ก่อนที่จะเกิดเหตุชุลมุนแนวสามัคคีบาทาร่างขาวซีดก็ถูกรวบตอนที่ยืนหัวเราะแบบไม่ทันตั้งตัว เชือกเส้นเดิมที่เขาคุ้นเคยมัดข้อมือเขาจากทางด้านหลังก่อนเจ้าของเชือกจะผูกเงื่อนตายอย่างคล่องนิ้ว ...อย่าบอกนะ ว่า...
“ทำอะไรน่ะ นารุมิ”เสียงเรียกของยูยะที่เรียกชื่อคนด้านหลังเขาทำให้สึโยชิถึงกับหน้าซีดแกจะเล่นมุขเดิมครั้งที่สองน่ะไม่มีวันหรอกเว้ยนารุมิ!
ร่างผอมเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะโถมไปข้างหลังสุดตัว กะใช้หัวตัวเองฟาดไอ้คนด้านหลังให้มันหงายท้องแม้ตัวเองจะต้องเจ็บตัวก็ตาม ยุทธวิธีทุ่มทุนสร้างที่เคยได้ผลมาหลายครั้งและคราวนี้เขาก็ขอให้มันได้ผลอีกรอบ ก่อนที่อะไรๆมันจะเลวร้ายลงไปกว่านี้
แต่แล้วสึโยชิก็แทบจะร้องไม่เป็นภาษาเมื่อแผนที่วางไว้กลับไม่เป็นไปตามคาด!
หลังของเขาถูกเข่าแทงสวนเจ็บจนหน้าเขียว แถมคนข้างหลังก็ไม่เคยคิดจะปราณีเขาเช่นเคย... กำปั้นหนักๆถูกต่อยสวนเข้าที่ท้องจนสึโยชิแทบร่วงลงไปกองกับพื้น แต่มือหนากลับคว้าเสื้อนักเรียนของเขาไว้ทันก่อนจะจับโยนขึ้นพาดบ่าแล้วออกเดินตัวปลิว
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนคนมองได้แต่อ้าปากค้างอย่างตะลึงพรึงเพริด..ร่างผอมๆถูกโยนลงบนพื้นอย่างไม่มีปราณีทั้งๆที่ยังเจ็บจนหน้าเขียว เขาได้แต่จ้องคนที่หันไปล็อคดาดฟ้าอย่างเอาเรื่องแม้ในใจจะเต้นตุบๆ ...ไอ้ลูกตานั่นมันเปล่งแสงวาบๆยังไงชอบกล... เห็นแล้วก็ทำให้ขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ...
“ว่ายังไง สึโยชิ...”น้ำเสียงเนิบช้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชวนสยองถึงไขสันหลัง ...เห็นมันยิ้มอย่างนี้ทีไรไม่เคยมีเรื่องดี ...อย่างน้อยก็สำหรับเขาล่ะ
“แกพาฉันมาที่นี่ทำไม คาวามูระ”แม้จะหวาดๆแต่ก็ยังไม่วายที่จะปากเก่ง เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางข่มขู่แม้สังขารของตนจะไม่อำนวยนัก
..มันก็ไม่ได้พิศวาสอะไรเขานักหรอก ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว... เด็กหนุ่มปลุกปลอบใจตนเองแม้จะหน้าซีดเหลือสองนิ้วเมื่ออีกฝ่ายร่นระยะเข้ามาใกล้จนแทบจะหายใจรดต้นคอ
ร่างของเขาถูกกดตรึงอยู่กับพื้นโดยมีเจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทาบทับอยู่ด้านบน เสื้อเชิ้ตนักเรียนสีขาวเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นจากพื้นดาดฟ้า แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาจะหันไปสนใจมันนัก ...ตอนนี้ดวงตาของทั้งคู่จ้องประสานกันนิ่ง... คู่หนึ่งนั้นจ้องมองเหยื่อที่ตนเตรียมล่า อีกคู่หนึ่งวูบไหวพยายามหาลู่ทางหนี...
ปลายจมูกโด่งค่อยๆโน้มลงสัมผัสเรือนแก้มขาวซีดที่เบี่ยงหนีด้วยความขนลุก ริมฝีปากอุ่นไล้เรื่อยจากดวงหน้าก่อนจะลากไปตามลำคอ มือเรียวแทรกผ่านเนื้อผ้าสัมผัสผิวกายอย่างอ่อนโยนกว่าที่เคย ...แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้สึโยชิถึงกับสะท้าน สะท้านปนสยอง!
“ปล่อยเว้ย!”ไม่ว่าเปล่า ขาขาวเรียวก็ยันพรวดเข้าที่ท้องน้อยจนอีกฝ่ายหงายหลัง สึโยชิรีบประคองตัวลุกขึ้นนั่ง ...แม้จะยังไม่หายเจ็บแต่ศักดิ์ศรีก็สั่งการไปก่อนสมอง เด็กหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล ...ร่างกายนั้นยังบอบช้ำอยู่มาก แถมข้อมือก็ยังโดนผูกไพล่ไว้ด้านหลัง...
แต่ยังไม่ทันได้ยืนดีก็ต้องมีอันล้มลงในอ้อมกอดของไอ้คนที่หายจุก หมัดหนักๆของหมอนั่นซ้ำรอยแผลเดิมจนร่างของเขาทรุดฮวบ มือหนาจึงถือโอกาสจับคอเสื้อแล้วลากเขาเข้าข้างฝาอย่างไม่มีปราณี
“ถ้าไม่อยากให้อ่อนโยน ...บอกกันดีๆก็ได้นะสึโยชิ”เสียงกระซิบหวานหูที่ต่างกับการกระทำลิบลับ... “ฉันแค่อยากจะแก้ตัวคราวที่แล้วเอง... คราวก่อนฉันทำให้นายเจ็บมาก รับรองว่าคราวนี้จะไม่เป็นอย่างนั้นแน่ แล้วนายจะชอบ...”
“ขอบใจ แต่ไม่ต้อง”สึโยชิเค้นคำอย่างยากลำบากขณะพยายามเบี่ยงหนีปลายจมูกโด่งที่คลอเคลียบริเวณใบหู “บังเอิญฉันไม่ชอบให้ใครมายุ่งอะไรกับร่างกายเท่าไหร่”
“เหรอ ...แต่ฉันชอบนะ...”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จับพรายที่มุมปากขณะหอมแก้นเนียนแผ่วเบา
ไอ้คำพูดหน้าด้านนี่กลั่นมาจากเซลล์สมองส่วนไหนของแกวะ! เด็กหนุ่มได้แต่ก่นด่าในใจเพราะตะโกนด่าไม่ออก ทั้งเจ็บตัวทั้งเจ็บใจ แถมยังทำอะไรไม่ได้อีก! สถานการณ์เสียเปรียบสุดๆที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไง
.“ปล่อย นะ... ไอ้นารุ...มิ”คำพูดของเด็กหนุ่มขาดเป็นห้วงๆเมื่อมืออุ่นเริ่มทำหน้าที่ๆเขาไม่ปรารถนา ร่างกายร้อนผ่าวยามที่ริมฝีปากอุ่นนุ่มนั่นลากเรื่อยไปตามร่างกาย บางขณะหยุดที่ปลายอกแดงเรื่อ ขบเม้มอย่างจงใจให้ร่างกายร้อนผะผ่าวหนักกว่าเดิม


“อยากให้ปล่อยจริงเหรอ?”เอ่ยถามอย่างยั่วเย้าเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าสะกดกลั้นอารมณ์ของร่างเบื้องหน้า ...ดวงตาคมเรียวแม้จะอ่อนแสงแต่กลับมีเพลิงแค้นเต้นเร่ายิ่งทำให้เขานึกสนุก มือหนาค่อยๆขยับจังหวะมือให้เร็วขึ้น ริมฝีปากบางบรรจงสัมผัสกลีบปากแดงเรื่อ ก่อนจะประกบแน่นเมื่อร่างนั้นกระตุกเกร็งขึ้นมาฉับพลัน
...จูบอ่อนหวาน ล้ำลึกที่อีกฝ่ายตอบสนองคล้ายมึนเมา ร่างขาวหอบสะท้าน ลมหายใจติดขัดจนผู้ล่วงล้ำต้องค่อยๆถอนริมฝีปากออก ดวงตาคู่คมจ้องคนที่เคยดื้อดึงตรงหน้าด้วยความหลงใหล...สภาพนี้ของสึโยชิคงไม่มีใครเคยเห็น และเจ้าตัวคงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตัวเองยามนี้นั้น ...เร้าอารมณ์เพียงใด... สภาพที่ทำให้เขาหลงใหล... ...หลงใหลแต่ไม่ใช่รัก...
.“ไม่เอา ปล่อย”เสียงที่แทบจะป็นกรีดร้องเมื่อเขาค่อยๆอุ้มร่างขาวนวลนั้นขึ้นมาคร่อมบนตัก ดวงหน้านั้นส่ายช้าๆอย่างพยศแม้จะอ่อนลงไปมาก อากัปกิริยาที่เขาต้องค่อยๆจุมพิตแผ่วเบาก่อนจะไล้ไปที่ใบหูที่บัดนี้แดงเรื่อ
“ไม่ต้องกลัวนะ คราวนี้ไม่เจ็บแล้ว...”ปลอบอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้งแม้จะไม่อาจลดความหวั่นไหวของอีกฝ่ายได้ ...แต่เขาคงทนมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว...
“อึก ฮะ... ไม่”มือขาวซีดที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระผวากอดรอบคอนารุมิแน่นเมื่อร่างกายถูกรุกล้ำ ดวงหน้าขาวซุกอยู่ตรงใบหูอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ... แต่นั่นก็เหมือนกับเป็นการกระตุ้นอารมณ์อีกคนให้พลุ่งพล่านยิ่งกว่าเดิม
“อย่าเกร็ง สึโยชิ”เด็กหนุ่มพยายามปลุกปลอบอีกฝ่าย ...ลมหายใจร้อนๆที่เป่าอยู่ตรงใบหูเกือบจะทำให้เขาคลั่ง อารมณ์ที่ใกล้สะกดไม่ไหวต้องหาทางระบายด้วยการคลอเคลียอยู่ตรงซอกคอขาวและร่างกายชุ่มเหงื่อตรงหน้า
มือหนาจับสะโพกอีกฝ่ายมั่น ค่อยๆดันให้ร่างกายแทรกลึกเข้าไปเนิบช้า ก่อนจะดันพรวดเดียวจนอีกฝ่ายเผลอกรีดเสียงร้องอย่างลืมตัว“ไม่เป็นไรนะ”นารุมิพยายามให้ร่างกายอีกฝ่ายชินกับการรุกล้ำ... ริมฝีปากบางค่อยๆจุมพิตช้าๆ ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นเข้าไปสัมผัสความหวาน มือหนาฉวยโอกาสขยับสะโพกร่างเบื้องบนแบบไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว ...แล้วทันทีที่สัมผัสจุดไวต่อความรู้สึก เสียงครางเครือหวานก็หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากให้คนที่ได้ยินใจเต้นไม่เป็นส่ำ
..สัมผัสคราวนี้อ่อนโยนและอ่อนหวานกว่าครั้งที่แล้วจนเทียบกันไม่ได้...
ร่างขาวซีดกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย รู้สึกถึงของเหลวอุ่นจัดที่ฉีดพ่นเข้าในร่างกาย ทั้งร่างสะท้านสั่นเผลอกอดอีกฝ่ายแน่นอย่างลืมตัว
“เป็นไง ...ดีกว่าครั้งที่แล้วมั้ย?”คำถามหยอกเย้าที่สึโยชิหน้าแดงฉ่า รวบรวมแรงที่กระจัดกระจายแล้วถอนตัวเองออกมาจากคนรุกล้ำด้วยความเคียดแค้น ดวงตาเรียวจ้องอีกฝ่ายแทบถลน
อากัปกิริยาที่คนเห็นถึงกับอมยิ้มขำ เด็กหนุ่มจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางพลางเหลือบดูอีกฝ่ายที่ยังจ้องเขาด้วยท่าทางเคืองแค้นแสนสาหัส
“ทำไม อยากต่อเหรอ?”คำถามยั่วเย้าที่ดวงหน้าขาวซีดนั้นฟังแล้วบึ้งสนิท แถมยังไม่เจียมสังขารริอาจจะเตะเขาแต่เจ้าตัวกลับหน้าเสียเองเพราะความปวดมันแล่นริ้วๆ
“ฝากไว้ก่อนเหอะ! อย่าคิดว่าทำได้คนเดียวนะ”คำคาดโทษที่นารุมิเพียงเลิ่กคิ้วรับ เรียวปากบางแย้มรอยยิ้มกว้างก่อนจะเอื้อมจับดวงหน้าขาวที่พยายามสะบัดหนี เด็กหนุ่มค่อยๆเลื่อนตัวเข้าไปใกล้ใบหูที่แดงจัด แล้วกระซิบเสียงหวาน...
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู...”
ว่าแล้วก็ต้องผละออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะเจอหมัดสวนของไอ้คนที่ไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ ...ถ้อยคำพูดที่ฟังแล้วสึโยชิอยากจะลุกขึ้นมาเต้นเร่าๆ เสียแต่สังขารไม่อำนวย
“คอยดูนะแก ฉันจะต้องจับแกกดบ้างให้ได้!”คำประกาศศึกที่ฟังแล้วนารุมิต้องแย้มรอยยิ้มมุมปาก เด็กหนุ่มค่อยๆผละออกมาจากร่างที่นั่งแหมะบนพื้นช้าๆแล้วเอียงคอน้อยๆจ้องมองอย่างยั่วเย้า ...ท่าที่คนมองเห็นแล้วหมั่นไส้นัก!
“แล้วฉันจะรอด้วยใจจดจ่อเลยล่ะ ...สึโยชิ”ถ้อยคำปรามาสอีกฝ่ายฟังแล้วถึงกับไฟลุกพรึ่บ
ถ้าฉันจับแกกดไม่ได้อย่าเรียกมาเรียกฉันว่าวาคาบายาชิ สึโยชิ! ไอ้เลวนารุมิ! เฮ้ย ชักช้า อย่าอู้สิวะ!”เสียงตวาดเจือกระแสหงุดหงิดที่คนฟังต้องข่มอารมณ์ลึก แม้จะไม่พอใจเพียงใดก็ไม่อาจจะแสดงอาการออกมาได้ทั้งๆที่พวกเขามีกันทั้งชมรมแต่อีกฝ่ายมีเพียงตัวคนเดียว! ไอ้เด็กผีที่ทั้งกัปตันและรองกัปตันเทิดทูนมันหยั่งกะราชาจนยกขึ้นมาเป็นรองกัปตันตั้งแต่มันยังไม่ส่งใบสมัครเข้าชมรมด้วยซ้ำ!
“ตรงนั้นน่ะมัวนั่งอยู่ทำไม แชมป์เขตน่ะจะเอามั้ย อินเตอร์ไฮน์น่ะจะไปรึเปล่า!”คำตะคอกที่ฟังแล้วอยากจะเอาน้ำสาดหน้าแต่ก็ต้องกลั้นใจไว้ ...เพราะฝีมือของหมอนี่คนในชมรมคาราเต้นี้รู้ดีนัก ตั้งแต่เริ่มเกมส์ไล่จับจนถึงครั้งแรกที่หมอนั่นก้าวเท้าเข้าชมรม ...ฝีมือต่างกันจนไม่มีใครในชมรมเทียบได้... ทั้งๆที่ร่างนั้นก็ไม่มีเค้าโครงของความเป็นนักต่อสู้แม้แต่น้อย... ...ร่างกายที่ผอมเกร็งแต่เพราะไม่สูงเท่าไหร่จึงดูไม่เก้งก้างมากนัก ผิวขาวจนเรียกได้ว่าซีดเหมือนคนอมโรค ...ริมฝีปากบางชอบกระตุกยิ้มมุมปากคล้ายจะเย้ยอยู่ตลอดเวลา จมูกโด่งเล็กปลายเชิดบ่งว่าเป็นคนเอาแต่ใจ ...แต่ดวงตาเรียวรีสีออกน้ำตาลเข้ม ...เป็นส่วนเดียวในร่างกายที่บอกว่าเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้
ดูเหมือนพวกเขาจะเผลอจ้องมากเกินไปจนอีกฝ่ายรู้สึกตัว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจึงตวัดมองด้วยความขุ่นเคืองก่อนริมฝีปางบางเฉียบจะเริ่มก่นด่าโวยวาย ฟังแล้วอยากจะเตะให้หงายแต่ติดที่ฝีมือยังไม่ถึงขั้น! จำต้องข่มซ่อนอารมณ์ลึกแล้วฝึกต่อไปอย่างแข็งขัน โดยเป้าหมายที่มุ่งมั่นคือเหยียบไอ้แห้งนั่นให้ตายคาตีน!
“วันนี้สึโยชิดูอารมณ์เสียจังเลย”คำเปรยเบาๆขณะดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่เจ้าของหัวใจตาไม่กระพริบ มือบางกระตุกชุดฮากามะของคนข้างๆแล้วพยักเพยิดไปที่อีกฝั่งเหมือนจะให้มองตาม “นารุมิว่างั้นมั้ย?”เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างกายยูยะจึงถามซ้ำแผ่วเบา
“ก็เห็นมันบ้าเหมือนทุกวัน”คำตอบที่ยูยะต้องหันมาค้อนวงใหญ่ เด็กหนุ่มยู่หน้าใส่เจ้าของใบหน้าเย็นชาที่บัดนี้ดูอารมณ์เสียกรุ่นๆอย่างไม่ทราบสาเหตุ
นารุมิค่อยๆปลดเครื่องป้องกันออกจากร่างก่อนจะนำมากองไว้ข้างกาย ดวงตาคมเข้มเหลือบมองไปทางกลุ่มหญิงสาวที่อยู่หน้าประตูชมรม ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดพลางชี้นิ้วมาที่เขาด้วยท่าทางเบื่อโลก แล้วพอไล่สายตาไปทางอีกฝั่งชมรมที่เป็นที่ซ้อมของชมรมคาราเต้ ก็ต้องมีอาการเซ็งสนิทขึ้นมากระทันหัน แค่พวกผู้หญิงที่กรี๊ดกร๊าดอย่างกับเจอผีก็ทำเขาประสาทเสียพอดูอยู่แล้ว นี่กลับพ่วงด้วยเจ้าศัตรูหัวใจที่ยูยะก็เอาแต่มองมันแทบจะตลอดเวลาซ้อม เขาจะบ้าตาย!
ไม่รู้ไอ้เจ้านั่นเกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้ตกลงเข้าชมรมคาราเต้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็หนีจะเป็นจะตาย ยิ่งพอเห็นไอ้หน้าตาท่าทางกวนประสาทบวกกับท่าคลอเคลียยูยะของมันนี่เขาก็สุดจะทานทน ขนาดสั่งสอนไปตั้งหลายทีก็ไม่เห็นจะหลาบจำกลับยิ่งหนักข้อกว่าเดิม ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดีแล้ว แถมยิ่งนับวันยูยะก็ยิ่งหลงใหลพร่ำเพ้อถึงมันมากขึ้นๆ คิดแล้วก็อยากจะเอาดาบฟาดไอ้หน้าซีดๆนั่นสักที!


“นารุมิๆ”เสียงสั่นๆของยูยะปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงคิด ดวงตาคมตวัดตามเสียงเรียกก่อนจะจ้องนิ่งที่ยูยะที่บัดนี้หน้าซีดจนไร้สีเลือด
“เกิดอะไรขึ้น?”เขาถามรัวเร็วเมื่อเห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มชันตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปยืนข้างๆร่างบอบบางที่บัดนี้เม้มริมฝีปากแน่น
แล้วเพียงไล่ตามสายตาสั่นไหวนั่น เขาก็พบกับสาเหตุที่ทำให้ยูยะทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“สึโยะจัง!”เสียงสดใสร่าเริงที่สึโยชิฟังแล้วถึงกับสะดุ้ง เด็กหนุ่มรีบหันไปทางต้นเสียงพยายามเพ่งหาเจ้าของเสียงเรียกที่ทำให้เขาขนลุกชัน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งพยายามแทรกตัวออกมาจากกลุ่มชนที่มุงอยู่หน้าประตูพลางกระโดดกระย่องกระแย่ง ร่างกายบอบบางแถมสูงเลยกว่าผู้หญิงแค่นิดหน่อยค่อยๆเบียดตัวออกมาจากฝูงชนแล้วส่งยิ้มสดใสร่าเริงให้เขา ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับขณะเรียวปากอิ่มหวานแย้มยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มที่แก้มขวา แล้วก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ร่างเล็กนั่นก็กระโจนเข้ากอดเขาอย่างถือสนิท
“มิซึรุ! มาได้ไงเนี่ย”สึโยชิเอามือขยี้ผมร่างที่โผเข้ากอดด้วยความมันเขี้ยวแล้วยกร่างนั้นสูงขึ้นจนร่างเล็กลอยหวือไปตามแรง ดวงหน้าขาวซีดแย้มรอยยิ้มกว้างกว่าครั้งไหนๆ “ว่าไงตัวเล็ก มาโตเกียวตั้งแต่เมื่อไหร่”
“สึโยะจัง ปล่อยก่อนๆ”คนโดนอุ้มร้องเสียงสั่นแม้ดวงหน้าจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มละไม เด็กหนุ่มรับฟังคำประท้วงอย่างว่าง่าย มือเรียวค่อยๆวางร่างผอมบางลงพื้นอย่างทะนุถนอม
“แล้วว่าไง มาโตเกียวตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
“มาเมื่อเช้า มาถึงก็รีบมาดูโรงเรียนที่จะเข้าเลย”คำบอกเสียงใสที่เรียกให้คนฟังเบิกตากว้างกว่าเดิม ดวงหน้าขาวเซียวค่อยๆขึ้นสีฝาด แม้จะไม่จัดเท่าคนเห็นที่แดงก่ำไปเรียบร้อยแล้ว
“จะย้ายมาเรียนที่โตเกียวเหรอ!”“อือ มาเรียนที่นี่กับพี่มิซึกิ”“แล้วหมอนั่น?”
“ตอนนี้อยู่หน้าประตู”ไม่ว่าเปล่า มือเล็กชี้ไปที่ประตูที่มีคนออกันเต็มไปหมด ดวงตาคูโตเพ่งจนเหลือเล็กยิบหยีแต่ก็ต้องหยุดลงกระทันหันเมื่อมือเรียววางแปะลงบนบ่า
“ไม่ต้องหาหรอก มิซึกิน่ะหาตัวยากมาแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวก็คงเจอ ว่าแต่ ...พวกนายพักที่ไหนล่ะ”คำถามที่เพิ่งคิดขึ้นได้กลับทำให้คนฟังเสทำหน้ายู่ มือบางกอดอกเนิบช้าแล้วย่นจมูกทำหน้าล้อใส่
“จะให้พักที่ไหนนอกจากบ้านสึโยะจังล่ะ!”คำอ้อนน่ารักที่สึโยชิบีบจมูกเล็กนั่นเบาๆ
“งั้นรอแปป เดี๋ยวกลับบ้านพร้อมกัน”แล้วเพียงผละออกจากเด็กหนุ่มร่างบางไม่ถึงก้าว ดวงหน้าสดใสกลับคลายลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมเรียวเปล่งแสงวาบก่อนจะสั่งเสียงเฉียบขาดให้คนในชมรมร้อนๆหนาวๆ
“เลิกชมรม! แล้วกลับไปก็ไปฝึกกันฝึกมาด้วยล่ะ ถ้าพรุ่งนี้ใครยังจับหลักการปล่อยหมัดไม่ได้ฉันจะสาธิตให้ดูตัวต่อตัว!”คำบอกที่แม้แต่กัปตันต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่กล้าโต้เถียงหรือแย้งใดๆทั้งสิ้น ...เพราะตั้งแต่หมอนั่นก้าวเท้าเข้าชมรม เขาก็ได้ยื่นสิทธิ์ขาดทั้งมวลให้เด็กหนุ่มไปจนหมดแล้ว“นารุมิ พ... พวกเขาเป็นอะไรกันงั้นเหรอ”คำถามปนสะอื้นรอบที่ร้อยที่นารุมิยังคงให้ความเงียบเป็นคำตอบเช่นเคย เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปดึงกระดาษทิชชู่มาส่งให้ร่างบอบบางที่บัดนี้ตาเริ่มจะช้ำๆ
เสียง ฟื้ดยาว กลายเป็นเสียงที่แทนที่เพลงของวงโปรดตั้งแต่เด็กหนุ่มกลับมาจากโรงเรียน ห้องนอนขนาดหกเสื่อที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้กลับมีทิชชู่กระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่วจนเดือดร้อนคุณชายบ้านข้างๆต้องมาตามเก็บกว าดให้อย่างไม่มีรังเกียจเดียดฉัน เด็กหนุ่มเหลือบมองทิชชู่ใช้แล้วแผ่นหนึ่งที่ถูกโยนลงมาบนพื้นก่อนจะตวัดสายตามองร่างที่นั่งตาแดงอยู่บนเตียง มือหนาจึงยื่นกระดาษทิชชู่แผ่นสุดท้ายของกล่องไปให้อย่างรู้งาน
เหตุการณ์ที่โรงฝึกวันนี้เล่นเอายูยะน้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด ดวงตากลมโตมีน้ำใสๆรื้นขึ้นมาแทบตลอดเวลาที่นั่งระบายทุกข์กับเขา ...คนฟังน่ะปวดใจนัก แต่ก็ดีใจอยู่ไม่ใช่น้อย... ถ้าถามคนทั่วไปไอ้อากัปกิริยาของสึโยชิกับเด็กหนุ่มตัวเล็กนั่นมันก็เพื่อนธรรมดา แต่ถ้าวัดตามมาตรฐานยูยะมันก็คือเกินเพื่อนไปมากโข ...อาจจะเป็นเพราะเด็กหนุ่มเครียดสะสมเรื่องที่ช่วงนี้สึโยชิเงียบๆไม่ค่อยช่างคุยเหมือนเก่า เลยตีความไปว่าอีกฝ่ายเบื่อขี้หน้าตัวเอง แถมยิ่งเห็นไอ้ลูกตาวาวๆดูแค้นเคืองนั่นที่ส่งมาให้เขายิ่งทำให้ยูยะคิดมากว่าส่งให้เจ้าตัว ทั้งๆที่เขาก็บอกไปแล้วว่าไม่ใช่แต่ดูเหมือนร่างบางจะไม่เชื่อสักนิด ...หรือจะบอกไปดีว่าที่หมอนั่นเงียบเพราะวางแผนจับกดเขา แล้วไอ้ที่ส่งสายตาวาวๆเพราะแค้นที่เขาจับกด...“ฉันว่า พรุ่งนี้ลองไปถามหมอนั่นให้แน่ใจไปเลยดีกว่า จะได้รู้ชัดๆว่าตกลงเป็นอะไรกัน”แม้จะคิดแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด เขาเลือกที่จะใช้คำพูดปลุกปลอบใจยูยะมากกว่าจะบอกความจริงที่อาจเป็นการทำร้ายตัวเองไปในตัว ...ยูยะเศร้าโศกมากพอดูเพราะขนาดทิชชู่หมดไปกล่องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องง่ายๆ ...เพียงแค่เห็นสึโยชิคุยกับคนอื่นยังคิดมากขนาดนี้ นี่ถ้ารู้ว่าเขากับหมอนั่นมี‘อะไรๆ’ที่เกินกว่าปกติยูยะคงเอาเชือกพาดขื่อแน่ๆ
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเขาอย่างน่าเอ็นดูแม้จะยังคงสะอื้นฮัก มือหนาจึงวางแปะลงบนศีรษะก่อนจะขยี้เบา
“ไม่ต้องห่วง ฉันเชื่อว่าสึโยชิน่ะชอบยูยะมากกว่าเด็กคนนั้นแน่ๆ”คำเอ่ยที่เรียกรอยยิ้มหวานจัดจากคนฟังแม้คนพูดจะปั้นยิ้มแหย ปลอบเองก็ปวดใจเองจนต้องเบือนหน้าหนีจากดวงหน้าขึ้นสีก่ำนั่น
...ไม่ต้องห่วงหรอกยูยะ เพราะถึงแม้เขาจะรักนายแต่ฉันก็ไม่ปล่อยนายไปไหนแน่ๆ...
“คัมปาย!”งานฉลองครื้นเครงที่ล่วงเลยมาจนกระทั่งสี่ทุ่ม...
สามหนุ่มหนึ่งสาวกระดกโค้กในแก้วลงคอก่อนจะพูดคุยกันเสียงใส บรรยากาศอบอุ่นเปี่ยมสุขที่แต่ละคนต่างมีรอยยิ้มประดับพรายบนใบหน้า“ว่าแต่ทำไมคุณลุงกับคุณป้าถึงยอมให้พวกนายมาเรียนที่นี่ล่ะ?”สึโยชิเอ่ยถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ดวงตาเรียวรีตวัดมองมิซึรุสลับกับพี่ชายไปมาเพื่อเรียกร้องเอาคำตอบ
“ไม่รู้เหมือนกันนะ สึโยะจัง”มิซึรุว่าพลางส่ายหน้าช้าๆ แต่กลับมีผมไล้มาปรกใบหน้าจนมือเรียวต้องปัดออกให้อย่างเอ็นดู ...บรรยากาศหวานๆที่สึโบมิอดไม่ได้ที่จะกระแอมขัดคอด้วยความหมั่นไส้...ท่าทางพี่เธอจะกลายเป็นพวกเอาได้ไม่เลือกเพศไปซะแล้ว ขอแค่น่ารักแล้วตัวเองรุกได้ก็พอ! สงสัยจะเก็บกดมาจากพี่คาวามูระมากโขอยู่... ความคิดที่ต้องเก็บงำไว้ลึกๆแล้วเสพูดอีกอย่างมาคั่น แต่ต้องให้พี่ชายระลึกถึงความทรงจำที่เธอจะไม่ยอมให้ลืมง่ายๆ
“พี่สึโยชิ เชือก...”เน้นคำชัดช้าจนสึโยชิถึงกับสำลักโค้ก แถมดวงตาของอีกสองบุรุษก็ยังเพ่งมองมาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สึโบมิลดสายตาแฝงความนัยที่ส่งให้พี่ชายแม้แต่น้อย ตรงข้าม... สายตานั่นกลับทำให้ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างแล้วกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
ให้ตาย! เขาลืมแผนที่เตรียมมาแก้แค้นนารุมิไปเสียสนิท!
แต่น้องสาวแสนดีก็ไม่ปล่อยให้พี่ชายได้เซ็งนานนัก แววตาสดใสส่งประกายให้พี่ชายพลางพยักเพยิดไปที่สองพีน้องทาคาฮาระที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง...“เฮ้ย สึโยะจัง ทำอะไรน่ะ!”มิซึรุร้องเสียงหลังเมื่อรับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างมัดแขนเขาไพล่หลัง ดวงตาคู่ใสเหลือบมองลูกสาวคนเล็กตระกูลวาคาบายาชิที่ถือนาฬิกาอยู่ในมือ แล้วไล่ไปที่ด้านหลังที่คาดว่าจะเป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กตัวแสบ
“18.59 วิ... ยังช้าไปพี่สึโยชิ อย่างนี้ไม่ทันกินหรอก”สึโบมิโยนนาฬิกาจับเวลาเครื่องเล็กให้เด็กหนุ่มที่รับมาดูด้วยความขัดใจ ลืมมองไปว่าสายตาของอีกสองบุรุษในห้องจับจ้องด้วยความใคร่รู้เต็มที่
“ทำอะไรกันน่ะ”มิซึรุเลิ่กคิ้ว ตวัดมองสองพี่น้องสลับไปมาแต่ก็ยังไม่มีคำตอบ ดวงหน้าหวานจึงหันไปที่พี่ชายตนเองเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ก็ยังคงได้ความเงียบเช่นเคย...
“จะเล่นเชือกเหรอสึโยชิ”คำถามที่มีไม่บ่อยนักจากคนที่เงียบอยู่เป็นนิจเรียกให้สึโยชิหันไปมอง มิสึกิส่งยิ้มเย็นวาบที่ทุกคนเห็นแล้วสยองถึงไขสันหลัง “ทำไมไม่ปรึกษาฉันล่ะ...”ไม่ว่าเปล่า เด็กหนุ่มล้วงไปใต้เสื้อคลุมสีดำที่เขาใส่ประจำอย่างไม่กลัวร้อน หยิบสิ่งของหลายอย่างติดมือกลับมา แถมแต่ละอย่างทำเอาต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ตุ๊กตาวูดูขนาดเท่าฝ่ามือ2-3ตัวมีสภาพไม่สมบูรณ์เพราะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ตรงหัวของตุ๊กตาตัวหนึ่งมีตะปูขนาดหนาที่สันนิษฐานได้ว่าจะมาจากกองตะปูที่สุมๆอยู่ในวงขดเชือก... ขดเชือกที่เปื้อนสีแดงๆเป็นกระหยอมคล้ายเลือด...ไอ้ของสะสมของมิสึกินี่ทำเขาสยองได้ทุกครั้งสิน่ะ! สึโยชิรำพึงกับตัวเองพลางเหลือบตามองเจ้าของๆสะสมเนิบช้า
มิสึกิต่างกับมิซึรุลิบลับ ...หมอนั่นชอบไว้ผมปรกหน้าปรกตารุงรังมาตั้งแต่เด็ก ผิวกายซีดขาวพอๆกับเขา รูปร่างผอมบางปวกเปียก แถมที่สำคัญ... คลั่งพวกมนต์ดำมาตั้งกะประถมยันม.5!
“นายจะเอาเชือกไปมัดใครเหรอ บอกได้ไหม”ทั้งๆที่มิสึกิใช้คำธรรมดาแต่ยามนี้ฟังแล้วกลับสยองเยือก เขารีบกระตุกเชือกของตนที่วางบนโต๊ะยัดคืนใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วแล้วตีหน้ายิ้มที่ฝืดฝืนกว่าทุกที
“ไม่มี ไม่ได้มัดใคร ซ้อมเล่นๆน่ะ”เด็กหนุ่มหัวเราะแหะ ไม่จริงใจที่สุดในชีวิต
“เหรอ นึกว่าอยากแก้แค้นใคร”น้ำเสียงนั้นติดจะผิดหวัง มือขาวค่อยรวบเก็บของเข้าเสื้อคลุมช้าๆ แต่ยังมีแก่ใจเหลือตุ๊กตาฟางกับตะปูไว้ตัวหนึ่ง ...แถมยังไสส่งมาทางเขาอีก!
“ไว้เปลี่ยนใจอยากแก้แค้นใคร... เอาไปตอกกับต้นไม้ตอนฝนตกจะขลังที่สุด”จบประโยคด้วยเสียงหัวเราะเย็นเยือกที่สุโยชิต้องรีบคว้าของที่ส่งมาให้ กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ เปลี่ยนจากเฉาะหัวตุ๊กตามาเฉาะหัวเขาแทน!
สึโยชิรีบขอตัวออกจากวงสนทนาแล้วมุ่งกลับห้องอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ลืมคว้าตัวน้องสาวติดขึ้นมาด้วย เด็กหนุ่มกึ่งลากสึโบมิไปทางทางแล้วดันเข้าห้องกดล็อกประตูกลัวคนอื่นจะตามมารู้เห็น
...นี่จะเป็นคืนฝึกพิเศษคืนสุดท้าย
ขอตั้งชื่อภารกิจนี้ว่า เชือกมาเชือกกลับ!
ย่างเข้าเดือนมิถุนายน... สภาพอากาศเริ่มแปรเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูร้อน เห็นได้ชัดเจนจากพายุฝนที่ตั้งเค้ามาหลายวัน และเริ่มเทกระหน่ำไม่หยุดมาตั้งแต่ตอนเช้า โดยส่วนตัวแล้วสึโยชิไม่ชอบเวลาฝนตกเท่าไหร่นัก เขารู้สึกว่ามันทำให้อากาศร้อนอบอ้าวและพาลให้รู้สึกหดหู่ได้ง่ายๆ ...แถมอากาศแบบนี้มันชวนให้ง่วงน้อยอยู่เสียเมื่อไหร่...
ดวงตาหรี่ปรือไล่มองเม็ดฝนเม็ดน้อยที่ไหลเอื่อยผ่านฝ้าฝน ทิ้งรอยทางเคลื่อนไว้เป็นทางยาวทว่าตัวมันกลับวิ่งไปรวมตัวกับหย่อมน้ำฝนที่ออค้างบริเวณขอบหน้าต่าง ...พอไล่มองแล้วก็เริ่มรู้สึกหนักๆแถวหนังตาบนจนเจียนจะปิดเต็มที ยิ่งทอดสายตาผ่านม่านฝนไกลออกไปเท่าใดสติก็ยิ่งวูบไหวพร่าเลือนขึ้นทุกขณะ จนไม่อาจห้ามตัวเองให้เอนกายลงไปนอนหนุนแขนที่เตรียมรองรอไว้เบื้องล่าง...
“สึโยะจัง สึโยะจัง...”เสียงเรียกคุ้นหูที่ปลุกสติที่วูบหายให้กลับมาเชื่องช้า แม้เด็กหนุ่มจะยังคงมึนงงจนสมองยังไม่สามารถสั่งการใดๆได้นอกจากส่งเสียงครางฮึ่มในลำคอ
“สึโยชิ สึโยชิ...”เสียงปลุกเสียงที่สองเริ่มจะทำให้เขารับรู้ได้จางๆ แต่เพราะความง่วงงุนถาโถมจนเขาเลือกที่จะหลับต่อ และตัดสินใจเพิกเฉยต่อเสียงเรียกนุ่มละมุนอ่อนหวานทั้งสอง...โครม!!!!!คนขี้เซาตื่นแทบจะทันทีเมื่อร่างทั้งร่างของตนถลาวัดพื้น เนื่องจากโต๊ะที่เคยใช้เป็นหลักในการหนุนนอนเกิดอันตรธานหายไปกลางอากาศเอาดื้อๆ แขนที่เท้าวางไว้จึงมีอันกระแทกพื้นเต็มแรงแต่ยังดีที่สิ่งที่กระแทกนั้นไม่ใช่หน้า และแม้จะแค่นั้น แต่ความรู้สึกที่ทั้งอายทั้งโกรธผสมปเปกับอาการหน้าแตกก็ไม่ได้ลดลงไปเลยสักนิด ดวงตาคมเรียวจึงตวัดมองโต๊ะเจ้าปัญหาแล้วก็ค้นพบว่ามันอยู่ในอุ้งมือของบุคคลในแบลคลิสต์ประจำตัว...นารุมิส่งยิ้มเย็นเยือกที่ดูเหมือนจะเก็บไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะมาให้ มือหนาผลักโต๊ะกลับคืนที่เดิมของมันไม่สนใจว่าไอ้ที่ตรงนั้นเขาจะยังคงนั่งกองอยู่ ร่างโปร่งจึงรีบหลบวูบก่อนจะมีแผลแตกเพิ่มอีกแผลเหตุการณ์ประจำวันที่คนในห้องเริ่มจะปลงสังเวช...ไม่รู้ว่านารุมิ กับสึโยชิไปโกรธ ไปเกลียดกันมาจากไหนถึงได้มีเรื่องกันได้ไม่หยุดหย่อน แถมนับวันยิ่งจะหนักข้อขึ้นโดยไม่มีใครยอมใครทั้งๆที่แต่ก่อนก็ยังไม่เห็นเค้าว่ามันจะรุนแรงปานนี้ และถึงแม้จะเห็นอยู่ตำตาทุกวันแต่ก็ไม่มีใครคิดจะห้ามเพราะคาดเดาว่าสองคนนี้ไม่ได้เกลียดกันจริงจัง เพียงแต่เหม็นหน้าอีกฝ่ายเนื่องจากบุคลิกต่างกันคนละขั้ว ...แต่ยังไงมันก็เป็นแค่การคาดการณ์แถมความไม่แน่ใจมันชักจะเพิ่มขึ้นทุกวันตามสถานการณ์ที่มันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ...
.“ทำบ้าอะไรวะ!!!”สึโยชิเริ่มโวยวายป่าแตกตามแบบฉบับ ไม่สนใจคนในห้องที่เริ่มมองมาตั้งแต่เขาถลาหน้าทิ่มพื้น
นารุมิไหวไหล่น้อยๆ มือเอื้อมไปแตะบ่ายูยะที่ถึงกับสะดุ้งเฮือกมองเจ้าของมือด้วยความงุนงง
“ก็ยูยะกับ ...เพื่อนนาย”นารุมิจงใจวรรคช่วงเพื่อทิ้งสายตาไปยังร่างบอบบางที่ยืนนิ่งมาได้ครู่ใหญ่โดยที่สึโยชิไม่ทันเห็น คนฟังปรายตามองตามแล้วหยุดตรึงค้างยังเด็กหนุ่มที่ส่งยิ้มจางๆมาให้
“เขามาตามไปชมรม”คราวนี้นารุมิจบประโยคอย่างรวดเร็วแล้วกึ่งดึงกึ่งลากยูยะหายไปจากห้อง ไม่คิดอธิบายอะไรเพิ่มเติมกับไอ้คนที่ยังทำหน้าเหมือนสับสนกับชีวิต
“มึซึรุ...”สึโยชิเอ่ยทวนกับตนเองอย่างงงๆ เพ่งมองไปยังเจ้าดวงตาใสที่จ้องเขาตาไม่กระพริบ “มาได้ไง?”
“สึโยะจังน่ะตื่นได้แล้ว”แทนที่จะโกรธแต่มิซึรุกลับหัวเราะคิกคัก เอื้อมมือไปบีบจมูกโด่งทีหนึ่งอย่างถือสนิท “จำไม่ได้เหรอ ว่าตั้งแต่วันนี้ฉันกับพี่มิซึรุย้ายมาโรงเรียนนี้แล้วน่ะ”เออว่ะ!! ลืมไปสนิท เขารำพึงในใจพลางนวดขมับตัวเองเผื่อเซลล์สมองจะทำงานดีขึ้น ...สงสัยเพราะเมื่อคืนซ้อมมัดเชือกกับยัยสึโบมิดึกไปหน่อยวันนี้เลยมึนๆง่วงๆ แต่ถ้าเกิดผลการซ้อมออกมาดีก็นับว่าคุ้มค่า!!!ความคิดที่เด็กหนุ่มต้องเก็บงำเอาไว้แล้วเลือกที่จะตบไหล่คนข้างๆชวนเดินไปชมรม
เราได้คิดบัญชีกันแน่ นารุมิ!!!สภาพของคนในชมรมคาราเต้ตอนนี้ไม่ผิดแผกอะไรกับซอมบี้เดินได้ แต่ละคนเหงื่อไหลโทรมกายเหมือนเพิ่งอาบน้ำ จะมีคนตัวแห้งอยู่คนเดียวก็ไอ้คนคุมซ้อม ที่ถือตำแหน่งรองประธานอยู่น่ะแหละ! หมอนั่นเอาแต่สั่งๆๆ ทั้งๆที่ไม่ได้ลงมาฝึกซ้อมด้วยกันสักนิด!!!


“ตรงนั้นน่ะ จะปล่อยหมัดก็ให้มันจริงจังหน่อย”คนโดนว่าสะดุ้ง ความคิดสะดุดค้างเมื่อได้ยินน้ำเสียงเฉียบขาดของสึโยชิที่ลงมาราวกับฟ้าฟาด ยิ่งเหลือบมองนัยน์ตาคู่สวยที่ปรายมองมาคล้ายจะกระทำการฆาตกรรม ก็มีอันต้องหันกลับไปตั้งอกตั้งใจซ้อมต่อ
ไม่ได้เรื่องเล้ย คนชมรมนี้...สึโยชิรำพึงกับตนเองในใจ... ถ้าเขาไม่มาจี้ๆจิกๆอย่างนี้มีเหรอพวกนี้จะตั้งอกตั้งใจซ้อมกัน นี่เป็นเหตุหนึ่งล่ะที่เขาไม่อยากจะเข้าชมรมซักชมรม เพราะอดรนทนไม่ไหวเวลาเห็นคนอื่นเหยาะแหยะปวกเปียกทั้งๆที่เขาฮึดเต็มร้อย!! เมื่อพยายามมันต้องเอาให้ถึงที่สุด ไม่ใช่มาพิรี้พิไรบ่นว่าเกินความสามารถ ถ้าพยายามมันก็ต้องได้ ถึงไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้!!!
พลันความคิดก็สะดุดวูบกลางอากาศ... เมื่อดวงตาเหลือบไปเห็นร่างสูงที่อยู่อีกฝากฝั่งของโรงผึก ร่างนั้นค่อยๆวางดาบไม้ลงข้างตัว แล้วบรรจงถอดเครื่องแต่งกายออกเหลือแต่ฮากามะ... อากัปกิริยาที่คนมองลอบยิ้ม หันไปสั่งประธานชมรมเสียงเขียว“ซ้อมกันไปก่อน เดี๋ยวฉันมา!”ว่าแล้วสึโยชิก็โกยแน่บไปยังห้องชมรม
...แต่เป็นห้องชมรมเคนโด้ไม่ใช่คาราเต้...การตกแต่งห้องชมรมเคนโด้ที่เหมือนกับห้องชมรมคาราเต้ไม่มีผิดเพี้ยน ล็อคเกอร์เหล็กตั้งอยู่สองฝั่งกำแพง เรียงรายยาวไปจรดประตูอีกด้านซึ่งเป็นทางเชื่อมไปยังห้องอาบน้ำ สภาพของล็อคเกอร์แต่ละอันบ่งบอกว่าผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันแม้บางตู้จะเป็นของใหม่ที่เพิ่งใช้งบประมาณชมรมซื้อมาเมื่อป ีที่แล้ว ผ้าขนหนูผืนหนาหลายผืนถูกโยนระเกะระกะอยู่ตามส่วนต่างๆของห้องไม่เว้นแม้แต่ตรงรอยงับของล็อคเกอร์ที่บางคนใช้ล็อคกันไม่ให้ผ้า ของตนเองหล่น แต่ส่วนใหญ่ถูกพาดไว้อย่างลวกๆบนม้านั่งกลางห้องที่สภาพไม่ต่างอะไรกับกองขยะการที่ห้องชมรมโสโครกได้ขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก เพราะชมรมนี้ขาดผู้จัดการชมรมมาเป็นระยะเวลานาน และสึโยชิก็พอจะเดาได้ว่าทำไม? เหตุผลก็ง่ายๆเหมือนชมรมคาราเต้ ผู้หญิงที่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคุณหนูผู้ลากมากดีเลยไม่อาจจะทนกับกลิ่นเหงื่อที่ติดตามเสื้อผ้า แถมนโยบายของโรงเรียนนี้ก็โหดใช่หยอก รู้ทั้งรู้ว่าพวกคุณหนูน่ะทนไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ เพราะงั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือนั่งสวดภาวนาขอให้มีผู้หญิงสักคนมาหลงเข้าชมรม!!สำรวจไปพลางก็กวาดสายตาหาที่ซ่อนเหมาะแล้วสะดุดตาอยู่ที่มุมหนึ่ง ร่างผอมซีดพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้... เด็กหนุ่มอัดตัวเองไปอยู่ตรงซอกหลืบของกำแพง ณ ตำแหน่งที่กะดีแล้วว่าถ้าอีกฝ่ายเปิด พลัวะ เข้ามา ประตูจะสามารถบังร่างทั้งร่างของเขาจนมิดสิ่งสำคัญตอนนี้คือรอคอย... แล้วเป้าหมายก็ไม่ปล่อยให้เขาได้รอนานนัก สึโยชิเผลอกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงลูกบิดไขดังแกร็ก!!บานประตูก็ค่อยๆเปิดแง้มทีละน้อย ...สำหรับเขาที่รอด้วยความตื่นเต้นนั้น มันนานราวชั่วกัลป์...ร่างสูงสง่ามาดคุณชายที่เห็นแค่เบื้องหลังก็จำได้ติดตาก้าวเข้ามาเนิบช้า ดวงตาคมตวัดไปรอบๆอย่างสำรวจ... เรียวปากสวยกระตุกยิ้มบางๆเมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเบื้องหลังแต่เขาก็เลือกที่จะไม่หันไป...สึโยชิกระโจนพรวดเดียวก็สามารถคว้าข้อมือหนาทั้งสองข้างของเป้าหมายได้ทันที เชือกที่เตรียมไว้พร้อมเริ่มรัดพันธนาการตามที่ได้ฝึกซ้อมมาแต่ก็ยังคงช้าไป เมื่อนารุมิรึจะยอมเป็นหมูในอวยให้เด็กหนุ่มจับมัดโดยง่าย และเพราะความคล่องแคล่วในการพันเชือกผิดกว่ากันมาก ร่างสูงจึงตวัดข้อมือตนเองด้วยความชำนาญ บิดขึ้นง่ายๆแล้วรีบพลิกตัวหันกลับมาประจันหน้ากับคนที่ตั้งอกตั้งใจมัดจนใบหน้าชิดกันได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
“ช้าไปรู้ไหม? สึโยชิ”นารุมิตรึงร่างที่ตะลึงค้างด้วยแววตาขณะที่มือก็แก้ปมเป็นพัลวัน และเพราะเงื่อนที่ใช้ยังไม่สำเร็จดีมันจึงคลายออกโดยง่าย...ดวงหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมา ริมฝีปากบางสวยนั้นแทบจะสัมผัสกับร่างที่ตัวแข็งเป็นหินด้วยอารามตกใจ มือหนาเอื้อมโอบเอวบางดึงรั้งเข้ามาใกล้จนปลายจมูกสัมผัสกัน รู้สึกถึงลมหายใจร้อน... ร้อนจนแปรร่างกายให้ร้อนรุ่ม...ปลายจมูกโด่งลากผ่านแก้มเนียนที่เจ้าของดิ้นพล่านด้วยความแสยง ข้อมือของเขาถูกล็อคไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่สึโยชิไม่อาจจะรู้ได้เพราะโดนคนตรงหน้าตรึงไว้ด้วยดวงตาคู่สวยที่ชักจะทำให้ใจเขาเต้นร ัว เด็กหนุ่มเริ่มสะบัดเป็นปลาถูกน้ำร้อนเมื่อริมฝีปากอุ่นเลื่อนไล้ไปที่ใบหู ขบเม้มแผ่วเบาแต่กลับทำให้ร่างทั้งร่างสะท้านสั่น
“ไปฝึกมาใหม่นะ...”ลมหายใจร้อนๆเป่ารดครั้งสุดท้ายก่อนร่างสูงจะผลักเขาจนก้นกระแทกพื้น สึโยชินิ่วหน้า แทบจะตั้งสติไม่ทันเมื่อมือหนาช้อนร่างของเขาจนลอยหวือแล้วโยนกระแทกลงบนม้านั่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง
แม้จะจุกจนหน้าเขียวแต่ความดื้อดึงสั่งให้สึโยชิยันร่างที่พุ่งเข้ามาด้วยเท้าคู่ แรงเตะกระแทกเข้าตรงลิ้นปี่นารุมิแต่เด็กหนุ่มแข็งใจโถมเข้าใส่ร่างตรงหน้า ใช้สองมือรวบขาแล้วกระชากเต็มแรงจนร่างขาวซีดร่วงลงจากม้านั่ง หัวชนเข้ากับขอบผนักจนเผลอร้องโอดด้วยความเจ็บ
ผ้าขนหนูนุ่มๆถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์เมื่อมันเริ่มรัด พันธนาการข้อมือขาวให้ตรึงอยู่กับขาเก้าอี้ สึโยชิดิ้นสุดแรงแต่เพราะความเชี่ยวชาญในการมัดของนารุมิทำให้ปมเชือกไม่แม้แต่จะคลายตัว และในเมื่อดิ้นไม่หลุด เด็กหนุ่มเลยเลือกที่จะยันคู่กรณีให้หงายท้องลงไปนอนวัดพื้นแทน
“แรงดีนักนะ!!”นารุมิพูดด้วยความฉิวโกรธ ประกายตาคมวาวจับจ้องไปที่ร่างขาวซีดที่สบสู้อย่างไม่ยอมแพ้ แล้วเรียวปากสวยนั่นก็แย้มยิ้มที่สึโยชิเห็นแล้วใจไม่ค่อยดี “แล้วจะได้เห็นดีจากการคาดการณ์ของคนในชมรมคาราเต้คาดได้ว่ารองประธานชมรมคงจะตกส้วมตายไปแล้ว เพราะเห็นขอตัวแป๊ปหนึ่งพวกเขาก็นึกว่าคงไปเข้าห้องน้ำ แต่นี่เล่นหายไปเกือบครึ่งชั่วโมงยังไม่เห็นโผล่หัวออกมา ซึ่งถ้าถามถึงความรู้สึกจริงๆคนในชมรมน่ะดีใจใช่น้อย แต่เพราะประธานน่ะดูกังวลเหลือเกินพวกเขาจึงเลือกที่จะทำท่าว่าเป็นห่วงไว้ก่อน
“วาคาบายาชิหายไปไหนนะ”รุ่นพี่มัตซึริผู้เป็นประธานว่าพลางก้มลงดูนาฬิกาที่ตนเองหยิบยืมมาจากเด็กหนุ่มหน้าใสที่สึโยชิลากม านั่งดูชมรมคาราเต้ซ้อม “นายพอจะรู้บ้างไหม”เขาถามมิซึรุที่ส่ายหน้าเป็นพัลวัน
มือหนาเสยปาดผมสั้นเกรียนชุ่มเหงื่ออย่างอับจนหนทาง ดวงตาเรียวยาวกลอกไปทั่วพยายามหาทางออกแล้วก็สะดุดเข้าอยู่กับเรือนร่างบอบบางไม่สมเพศ ...คนที่เขาจำได้แม่นนักว่าเป็นเพื่อนสนิทของสึโยชิ
ไวเท่าความคิด ร่างสูงจ้ำอ้าวไปที่อีกฝั่งของโรงฝึกแล้วหยุดยืนเบื้องหน้าเด็กหนุ่มที่มองมาทางเขาด้วยดวงตาใสระยับ โดยมีมิซึรุเดินตามมาอย่างกระชั้น
“มีอะไรเหรอครับรุ่นพี่?”เด็กนั่นเอ่ยถามขึ้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากพูดอะไรอุ้งมือหนักๆก็ตะปปเข้าที่หัวไหล่ แรงที่ใช้น่ะมากได้ที่ จนเขาต้องหันขวับไปมองอย่างแค้นเคือง
“รุ่นพี่หาวาคาบายาชิอยู่เหรอครับ?”คำถามที่มัตซึริฟังแล้วเขาต้องเลิ่กคิ้วบางๆ จ้องดวงหน้าหล่อคมของคนพูดที่ประกายตาเปล่งแสงวาบ ...หมอนี่ก็เป็นอีกคนที่เขาจำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของสึโยชิ... น่าจะใช่น่ะนะ...
“อืม”เขาพยักหน้าน้อยๆ “พอดีหมอนั่นมีปัญหานิดหน่อย น่ะครับ อยู่ที่ห้องชมรมเคนโด้”นารุมิว่า พลางตีหน้าร้อนรนที่คนเห็นถึงกับใจหายวาบ ยูยะคนแรกล่ะที่ลุกพรวดขึ้นแล้วจ้ำอ้าวไปที่ห้องชมรมอย่างรวดเร็วโดยมีมิซึรุวิ่งตามไปด้านหลัง
“ขอบใจมากนะ”มัตซึริพูดเร็วๆก่อนจะวิ่งหายไปอีกคน แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้นารุมิขยับยิ้มขบขัน ...คิดจะมัดฉันน่ะยังเร็วไปร้อยปี สึโยชิ...“สึโยชิ!!!”ประตูห้องชมรมถูกกระชากโดยแรง แล้วร่างทั้งสามก็พุ่งพรวดเข้าไปภายในโดยไม่คิดรั้งรอ ...แต่จู่ๆยูยะก็ชะงักค้าง เด็กหนุ่มเลื่อนสายตามองลงต่ำจนมิซึรุกับมัตซึริรีบมองตาม
...แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้คนมาช่วยใจสั่นไหว เพราะร่างที่โดนมัดไว้นั้นดูเย้ายวนกว่ายามปกติเป็นเท่าตัว...
ร่างขาวหอบสะท้านเหงื่อไหลโทรมกายจนเปียกชุ่มชุดฝึก ชายเสื้อนั้นเลิ่กอย่างหมิ่นๆแลเห็นอกขาวซีดที่มัตซึริมองแล้วต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงหน้าสึโยชินั้นขึ้นสีก่ำด้วยความอับอายระคนเหนื่อยเนื่องจากการออกแรงอย่างหนักติดต่อกัน!!เพราะเขากะจะพังไอ้ขาเก้าอี้งี่เง่านี่น่ะสิ ถึงได้เหนื่อยหยั่งกะหมาหอบแดดอย่างนี้!!!
“จะช่วยก็ช่วยเข้าสิ ยืนจ้องอะไรกันอยู่ล่ะ!!!”สึโยชิตะโกนด้วยความฉิวโกรธเมื่อเห็นบุคคลทั้งสามตะลึงค้างมองเขาอยู่อย่างนั้น เสียงโวยวายนั้นปลุกยูยะกับมิซึรุให้ตื่นจากภวังค์แล้วกุลีกุจอเข้ามาแก้มัด
...แต่ไม่อาจจะช่วยฉุดรุ่นพี่มัตซึริให้หลุดจากห้วงฝันที่มีร่างขาวซีดนั้นเป็นตัวเอกไปได้...
“โอยยยย เจ็บใจโว้ย” เสียงตะโกนโวยวายที่มาพร้อมกับการเอาหมอนข้างฟาดกำแพงระบายแค้น สึโยชินึกจินตนาการว่าหมอนข้างเป็นหน้าของนารุมิแล้วกระโดดลงทับเต็มแรงอับอาย ขายขี้หน้า อ๊ากกกกกก!!!!คิดแล้วก็หงุดหงิดจนต้องทุ่มหมอนข้างลงจากเตียง เกิดมาไม่เคยอับอายขายขี้หน้ามากขนาดนี้มาก่อน! เด็กหนุ่มยังจำสายตาของยูยะ มิซึรุ หรือแม้แต่ท่าทางหื่นกระหายของรุ่นพี่มัตซึริได้ดีนัก ยิ่งนึกย้อนก็ยิ่งนึกเคืองนารุมิจนไม่รู้จะทำยังไง!!!
แล้วพลันดวงตาเรียวรีก็สะดุดเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่ถูกตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน... ของที่เขาแทบจะลืมไปแล้วว่ามีเรียกรอยยิ้มกว้างจับพรายที่มุมปากสวย เด็กหนุ่มตวัดมองไปยังนอกหน้าต่างที่เริ่มมีฝนตกพรำด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องใจ...
“ตายยยยย แกตายซะ นารุมิ”เสียงตะโกนอย่างสาแก่ใจโดนเสียงลมและฝนกรรโชกกลบจนแทบมิด...
พายุฝนสาดซัดขนาดต้นไม้ใหญ่ยังเอนไหวละลู่ลม เม็ดฝนขนาดหนาตกกระทบกิ่งไม้เกิดเสียงซะซ่าแล้วทิ้งตัวลงบนพื้นดินจนแปรเปลี่ยนมันเป็นเลนเหนียว สายฟ้าฟาดบริเวณห่างออกไปไม่ไกลนักแต่คนที่ยืนตากฝนอยู่ตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย...
สึโยชิอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่เปียกฝนจนชุ่มโชก มือขาวซีดกดตุ๊กตาสาปแช่งในมือด้วยอาการสั่นระริกในขณะที่อีกข้างบรรจงวางตะปู ณ ตำแหน่งของหัวใจ
“ตายยยย แกตายยยยย” สึโยชิใช้ค้อนไม้ตอกตะปูครั้งแรกมันก็ทะลุ เริ่มเชื่อมระหว่างเนื้อไม้กับตุ๊กตาที่เด็กหนุ่มใช้มันแทนที่คู่ปรับตัวฉกาจ
ร่างขาวซีดของสึโยชินั้นซีดเผือดกว่าเดิมเนื่องจากแรงลมและฝนสาดซัด แต่เพราะทิฐิมานะกลับกดตรึงให้เขายืนอยู่กับที่และตอกตุ๊กตาสาปแช่งสุดแรง!!!
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องเอาด้วยไสยศาสตร์ล่ะวะ!!!
“ฮะ ฮัดเช้ย!!”“เป็นหวัดเหรอพี่สึโยชิ?”สึโบมิถามพลางเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร ส่งสายตาเป็นเชิงห่วงใยไปให้พี่ชายที่นั่งเช็ดน้ำมูกอยู่อีกฝากฝั่งโต๊ะ จมูกของเด็กหนุ่มติดจะแดงๆแถมหน้าก็ซีดเซียวลงไปถนัดตา ...ทั้งๆที่เมื่อคืนก็ปกติดีแต่ตื่นมาตอนเช้าพี่เธอกลับป่วยซะแล้ว?
“นิดหน่อย”สึโยชิตอบเลี่ยงๆ เขาเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจสายตาจับผิดคู่นั้นแล้วเสเอื้อมมือไปหยิบซอสแทน ...แล้วเพียงปรายตามองรอบโต๊ะอย่างไม่ตั้งใจ คิ้วสวยก็ต้องเลิ่กขึ้นด้วยความพิศวง “แล้วนี่คนอื่นหายไปไหนหมดน่ะ?”
“พี่จำไม่ได้รึไง? ที่พี่มิสึกิกับพี่มิซึรุต้องรีบกลับไปเยี่ยมป้าโอฮาเอะที่ฮอกไกโดน่ะ เขาออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว แล้วพวกเราก็นัดกันไว้ว่าจะตามไปเย็นนี้ไม่ใช่รึไง?”คำตอบของสึโบมิที่เขาใช้เวลาประมวลผลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักร ับรู้ ...รู้สึกว่าวันนี้เวียนๆหัวชอบกลอยู่...
“แล้วพ่อล่ะ?”เขาไพล่ถามไปยังอีกคนที่ปกติลงมาร่วมโต๊ะไม่เคยขาด เด็กสาวเพียงยักไหล่
“สงสัยจะยังไม่ตื่น ช่วงนี้พ่อเครียดกับงานมากไปจนนอนไม่หลับ หมอเลยจ่ายยานอนหลับมาให้ นี่หนูก็กะว่าอีกสักพักค่อยไปปลุก”ว่าพลางก็ก้มลงไปจัดการอาหารต่อแบบไม่สนใจอะไรนัก ...เธอเลยไม่ทันเห็นว่าดวงตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามนั้นไหวระริกอย่างชอบใจ...
แม้จะเป็นช่วงกลางวันท้องฟ้ากลับดูขมุกขมัวชวนหดหู่ เสียงคำรามแผ่วๆจากสายฟ้าที่ลั่นแปล็บอยู่ไกลๆเรียกให้เด็กหนุ่มร่างบางสะดุ้งเป็นพักๆ แต่แล้วก็ต้องตัวแข็งเป็นรูปสลักหินเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆจากมือเรียวบางที่นำมือของเขาไปกุมจนร้อน ...ร้อนไปทั้งตัวยูยะเสหลบสายตาหยาดเยิ้มของสึโยชิที่จับจ้องไม่เลิก ดวงหน้าขาวแดงก่ำ ตื่นเต้นเหมือนจะเป็นลมเสียให้ได้แค่เพียงอีกฝ่ายกระชับฝ่ามือที่เกาะเกี่ยว ความอบอุ่นแล่นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้ว
“ฮัดชิ้ว!!”เสียงจามเบาๆทำลายบรรยากาศจนยูยะสะดุ้งน้อยๆ เด็กหนุ่มจ้องใบหน้าคนที่บัดนี้ตาหวานฉ่ำกว่าปกติด้วยความห่วงใย “เป็นอะไรมากรึเปล่า สึโยชิ”ยูยะถามแผ่วเบา มือขาวจะเอื้อมไปแตะหน้าผากสึโยชิแต่กลับถูกปัดเบี่ยงออกด้วยความนุ่มนวล
“ไม่เป็นอะไรมากหรอก อย่าเป็นห่วงเลย”ว่าแล้วก็ส่งยิ้มหวานเลี่ยนที่ทำให้คนมองอายแทบแทรกแผ่นดิน ดวงตากลมโตหลบเบือนไปทางอื่นด้วยความขัดเขิน ...บรรยากาศที่เหมือนจะกันนารุมิออกไปเป็นคนนอก...
เด็กหนุ่มมองสึโยชิสลับกับยูยะอย่างเซ็งๆ แล้วยิ่งพอสบสายตากับไอ้คนที่เหลือบมองมาทางเขาเป็นพักๆอย่างสะใจ ก็ยิ่งอยากบริหารขาโดยการถีบหนักๆสักที ...แต่ก็ได้เพียงแค่คิดเพราะไม่ว่ายังไงก็ทำต่อหน้ายูยะไม่ได้...
“วันนี้เลิกครึ่งวันใช่ไหม?”คำถามของสึโยชิที่ยูยะพยักหน้ารับน้อยๆ “งั้นเดี๋ยวกลับบ้านกันเหอะ! อ่ะ เดี๋ยวก่อน ยูยะมานี่แป๊ป”
ไม่รอฟังคำตอบ เด็กหนุ่มลุกยืนขึ้นเต็มความสูง มือที่เกาะกุมเริ่มเปลี่ยนมาจูงร่างบอบบางให้เดินไปตามทิศทางที่ตนเองคิด แต่ก้าวออกไปได้แค่เพียงไม่กี่ก้าว ฝีเท้าก็ต้องชะงักลง พร้อมๆกับรอยยิ้มยียวนประดับบนใบหน้าแล้วหันมาส่งให้อีกคน ที่ยังคงนิ่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้และส่งสายตาอาฆาตเคืองแค้นมาให้สึโยชิ
“นายจะกลับไปก่อนก็ได้นะ นารุมิ”ว่าแล้วก็เดินลิ่วไปโดยมียูยะตามต้อยๆ ...ภาพที่เห็นเล่นเอานารุมิต้องข่มอารมณ์ลึก...ถ้าฉันไปตอนนี้ก็เหมือนฝากกระดูกไว้กับหมาน่ะสิ!
“นารุมิ”เสียงเรียกที่หวานคุ้นหูจนเด็กหนุ่มต้องหันไปมอง
นารุมิแย้มรอยยิ้มตอบรับคนที่เดินเข้ามาใกล้แล้วทิ้งกายลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาใสๆจับจ้องมองที่เขาแลดูน่าเอ็นดูเหมือนเคยจนเขาเผลอขยับยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ยังไม่กลับอีกเหรอ?”ฟังคำถามแล้วนารุมิก็ต้องเลิ่กคิ้วสูงอย่างคลางแคลง พยายามค้นความจริงในแววตาใสซื่อที่ดูงุนงงกับท่าทางของเขาใช่น้อย รอยยิ้มกว้างยังคงประดับบนใบหน้าสวยเมื่อมือบางดันขวดน้ำชามาทางเขา แถมยังเปิดฝาให้อย่างเอาใจ “กินรอสึโยชิก่อนเถอะนะ เดี๋ยวเขาก็คงมา”
“แล้วนายไม่กิน?”เด็กหนุ่มยื่นขวดจ่อไปตรงหน้ายูยะที่ส่ายหัวเชื่องช้า


“นี่ซื้อมาฝากนาย เมื่อกี้กินมากับสึโยชิแล้ว”
ออ... ของแถม... คิดด้วยความเจ็บใจแล้วก็ดื่มให้ลืมแค้น อารมณ์ตอนนี้ถ้าเปลี่ยนจากน้ำชาเป็นเหล้าคงจะดีกว่าเยอะ!!!
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ นารุมิอย่าเพิ่งไปล่ะ!สึโยชิเขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”ประโยคเสริมด้านหลังของยูยะที่เล่นเอานารุมิสำลักน้ำชา มือหนารีบปาดน้ำชาที่เปรอะรอบปากแล้วเงยหน้ามองยูยะเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ
“หมอนั่นมีเรื่องจะคุยกับฉัน?”คำถามที่ดูไม่ค่อยเชื่อถือนักได้รับการพยักหน้าเป็นคำตอบ ดวงตากลมโตเหลือบมองไปยังขวดน้ำชาที่นารุมิเริ่มดื่มอีกครั้งดับความสงสัยและอารมณหงุดหงิด
“สงสัยสึโยชิอยากปรับความเข้าใจน่ะ น้ำชานั่นสึโยชิเขาก็ซื้อให้นะ”
สิ้นคำพูด นารุมิก็มีอันสำลักน้ำชาครั้งที่สองแถมยังหนักกว่าเดิม ความรู้สึกของเด็กหนุ่มตอนนี้ยากจะบรรยายสุดๆ มันก่ำกึ่งระหว่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสยองพองขน รู้แต่ว่าตอนนี้อยากจะวิ่งไปห้องน้ำแล้วล้วงไอ้น้ำชาที่กินเข้าไปออกให้หมด!!
“งั้นฉันไปก่อนดีกว่า สึโยชิมาแล้ว”รอยยิ้มของยูยะกว้างกว่าเดิม แถมน้ำเสียงก็ร่าเริงสดใสขณะกระวีกระวาดเดินออกไปจากห้อง ...แต่นารุมิกลับเริ่มรับรู้อะไรได้น้อยลง
ภาพตรงหน้าของเด็กหนุ่มจู่ๆก็เริ่มพร่าเบลอโดยไม่ทราบสาเหตุ... เปลือกตาหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วจนใกล้จะซ้อนทับนัยน์ตาที่เริ่มเหม่อลอย เขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านหน้าแม้รับภาพไม่ค่อยชัดนัก แต่เสียงหัวเราะสะใจที่คุ้นหูก็ทำให้เขาทราบว่าเป็นใคร
“ว่าไง นารุมิ น้ำชาผสมยานอนหลับของฉันอร่อยมั้ย?”คำถามยียวนถูกส่งให้คนที่สติใกล้จะดับวูบ มือหนาพยายามจะคว้าคอคนพูดแต่ก็คลาดเป้าหมายไปไกล และนั่นทำให้สึโยชิระเบิดเสียงหัวเราะสะใจกว่าเดิม
“โอ๋ๆ นอนเถอะนะเด็กดี ตื่นมาจะได้มีแรงนะจ๊ะ”ว่าแล้วก็ตบหัวคนที่พยายามฝืนลืมตาสุดฤทธิ์ด้วยความเอ็นดู เขาเห็นหมอนั่นกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น แต่ไม่มีแรงพอจะทำอะไรเขาได้
“ไอ้ที่เราเคยติดค้างกันไว้ ฉันจะใช้คืนแบบทบต้นทบดอกเลยล่ะนะ”เสียงกระซิบหวานหูที่คนฟังแทบจะกัดลิ้นตาย เขาเบี่ยงหน้าหนีคนเย้าแล้วฝืนจะลืมตาให้ขึ้น
นารุมิพยายามสุดชีวิตแล้ว... แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังและเริ่มร้องอุทธรณ์ว่าต้องการหลับใหล ...เด็กหนุ่มได้แต่คาดโทษด้วยความเคียดแค้นเมื่อยานอนหลับเริ่มออกฤทธิ์สู่กระแสประสาท และกดให้เขาจมลงสู่ห้วงนิทราทีละน้อย...สึโยชิเอียงคอมองคนที่หลับตาพริ้มด้วยความสุขสม ปลายนิ้วเรียวเขี่ยคนตางอนยาวเล่นอย่างสนุกสนานแล้วไล้เรื่อยไปที่ริมฝีปากบางสวยที่เคยสะกดเขามาหลายครั้ง และวันนี้หมอนี่ก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกับที่เขาเคยรู้สึก
...การแก้แค้นมันช่างหอมหวานนัก...ดวงตาคมเรียวปรือเปิดขึ้นเชื่องช้า แต่ต้องหรุบต่ำแทบจะทันทีเมื่อแสงไฟจากเพดานส่องกระทบนัยน์ตาจนพร่ามัว แพขนตาหนากระพริบซ้ำๆเพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่าง เด็กหนุ่มยังรู้สึกมึนๆหัวและง่วงงุนอยู่บ้าง แต่สติที่พยายามรวบรวมช้าๆร้องบอกให้ตวัดมองไปโดยรอบเพื่อสำรวจสถานที่ที่ตนเองอยู่...
สิ่งแรกที่สะดุดตานารุมิคือบุคคลที่นั่งนิ่งอยู่ปลายเตียงและไม่ทันสังเกตเห็นว่าเขารู้สึกตัวแล้ว... ร่างผอมขาวนั่นนั่งก้มหน้านิ่ง หอบหายใจหนักๆราวกับคนสิ้นแรง แก้มใสขึ้นสีเลือดฝาดจนแดงก่ำกว่าทุกครั้ง แววตาปรือปรอยเหม่อลอยเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว... ภาพที่เห็นทำให้นารุมิต้องข่มความรู้สึกไว้ลึกๆ แม้จะสงสัยกับอาการแปลกๆของอีกฝ่ายแต่การเอาตัวเองให้รอดย่อมสำคัญที่สุด เด็กหนุ่มลองขยับข้อมือเบาๆพยายามไม่ให้เกิดเสียง และมันก็โดนล็อคติดไว้กับหัวเตียงอย่างที่คิด แต่ทว่า... เงื่อนที่ใช้กลับหลวมเกินคาด?
นารุมิค่อยๆขยับข้อมือบิดไปมาอย่างใจเย็น แต่เนื่องจากร่างกายของเขาอยู่ห่างจากเงื่อนสุดแขน ขาที่ราบขนาบไปกับฟูกเตียงจึงเริ่มกดตรึงตรงปลายเท้า ออกแรงส่งร่างให้ขยับขึ้นไปด้านบนเนิบช้า ...แม้จะพยายามทำให้เงียบเชียบเท่าใด แต่ในที่สุด... ฝ่ายตรงข้ามก็รับรู้จนได้ว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...
“ตื่นแล้วเหรอ?”เสียงลากยาวที่นารุมิฟังแล้วต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ลอบคิดอยู่ในใจมันเมาเหรอวะ?นารุมิทำทีเป็นร่นกายหนีคนที่ขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาคมเรียวจ้องร่างเบื้องหน้าขณะที่ข้อมือก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ให้มีพิรุธ
ดวงตาของสึโยชินั้นดูมึนเบลอกว่าที่เคย นัยน์ตาหรี่ปรือแลดูฉ่ำหวานยามไล่มองร่างกายของเขา ดวงหน้าซับสีเลือดฝาดแม้เรียวปากบางนั่นจะซีดขาว เหงื่อเม็ดน้อยผุดพรายขึ้นตามลำคอและตามเนื้อตัวแม้แต่ใต้เสื้อเชิ้ตนักเรียนตัวบางจนมันเปียกชุ่มแนบเนื้อนวล อาการอย่างนี้ตีความได้สองอย่าง... คือสึโยชิเมายาหรือไม่ก็มีอารมณ์เกินพิกัด!!! และเขาก็ภาวนาขอให้เป็นอย่างแรก
“แกจับฉันมาทำไม วาคาบายาชิ”นารุมิหาเรื่องพูดคุยเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่าย เขาจงใจใช้ชื่อสกุลเรียกอย่างประชดประชัน แม้ในใจจะลนลานกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นสิ่งที่เขาพยายามกระทำอยู่
“ทำไมงั้นเหรอ?”น้ำเสียงแหบหวานกว่าปกติเอ่ยทวน นัยน์ตาเรียวรีปรือปรอยจับจ้องใบหน้าของเขาอย่างผู้เหนือกว่า “ทำไมน่ะเหรอ ทำไม?... นารุมิจังน่าจะตอบได้ไม่ใช่เหรอว่าทำไม?”คำถามยียวนกวนประสาทที่นารุมิฟังแล้วต้องข่มอารมณ์ลึก เด็กหนุ่มแค่นยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ก็แล้วถ้าฉันตอบไม่ได้ล่ะ?”
คราวนี้ไม่มีคำตอบอย่างที่เคย แววตาของสึโยชิไหวระริกขณะโน้มกายลงมารวดเร็วจนนารุมิใจหายวาบ ริมฝีปากบางเฉียบก้มประทับแผ่วเบาแล้วผละออกอย่างลองลิ้ม ก่อนจะกดแนบหนักอีกครั้งและพยายามรุกล้ำกว่าครั้งก่อน
นารุมิรู้สึกถึงความร้อนจากร่างที่อยู่เบื้องบนผ่านทางลมหายใจ... ความรุ่มร้อนกว่าปกติที่นารุมิติดใจสงสัยจนเลือกที่จะไม่ขัดขืน ...เด็กหนุ่มตอบแทนความร้อนแรงของอีกฝ่ายโดยเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นร้อนที่ล่วงล้ำ... พัวพันล่อหลอกสะกดลมหายใจของอีกฝ่ายรวมถึงตนเอง ...แล้วเสียงครางในลำคอของสึโยชิที่นารุมิได้ยินชัดยิ่งเน้นย้ำความมั่นใจลึกๆ ...ว่าร่างกายของคนเบื้องบนไม่เป็นปกติถึงได้รู้สึกกับจูบของเขาง่ายกว่าเคย... ดังนั้น มือหนาจึงรีบทำหน้าที่เป็นพัลวันเมื่อสบโอกาสงามๆ ...และดูเหมือนมันใกล้จะสำเร็จเต็มที...สึโยชิหอบหายใจหนักกว่าเก่าเมื่อตอนที่ถอนริมฝีปากออกมา มือขาวซีดที่สัมผัสกับใบหน้าของเขาสั่นระริกและร้อนผ่าว แต่เพราะความดื้อดึง... ดวงหน้าขาวที่ขึ้นสีก่ำเลือกที่จะไล้เรียวปากร้อนไปตามลำคอ แล้วลากลงต่ำจนนารุมิขนลุกซู่!!!
“ทำไมไม่ขัดขืน?”คำถามของสึโยชิคล้ายมึนเมา ดวงตาวาวฉ่ำจับจ้องคนเบื้องล่างด้วยความสงสัย เด็กหนุ่มเหลือบมองดวงหน้าสงบนิ่งแล้วไล่เรื่อยไปตามแขนเรียว ก่อนจะสะดุดค้างที่ข้อมือหนาที่เงื่อนที่มัดไว้ใกล้จะหลุด!!
เวรแล้วไงล่ะ!!! นารุมิสบถในใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องที่ข้อมือของเขานิ่งคล้ายจะช็อค
ในเมื่อสึโยชิเห็นแล้วก็ไม่มีอะไรจะต้องปิดบัง เขาขยับเปลี่ยนมุมข้อมือเร็วๆให้มันหลุดทันเวลาก่อนที่ไอ้บ้านั่นจะได้ทำอะไรเขามากไปกว่านี้ ดวงตาคมจ้องที่ข้อมือสลับกับเหลือบมองสึโยชิเป็นระยะๆ
“เฮ้ย!!!”นารุมิร้องลั่นเมื่อจู่ๆสึโยชิก็ร่วงตุบลงบนร่างกายขอบเขาอย่างไม่คาดฝัน


เด็กหนุ่มแทบจะตั้งสติไม่อยู่เมื่อลมหายใจร้อนๆเป่ารดที่ใบหู ...ร่างเบื้องบนนั้นสั่นระริกแถมยังร้อนรุมด้วยพิษไข้ เหงื่ออาบใบหน้าขาวซีดแต่แก้มนั้นกลับขึ้นสีก่ำ ดูเย้ายวนอย่างประหลาดจนนารุมิแทบจะเพ่งสมาธิไปที่เชือกไม่ได้...
.ฟืดดด... เสียงแปลกๆตรงไหล่ซ้ายบริเวณที่คนเป็นไข้ซุกอยู่...
นารุมิรู้สึกว่ามีอะไรเหนอะๆไหลเปื้อนบริเวณเสื้อจนทำให้เขาชะงักค้าง... ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่กล้าจะเหลือบไปมองว่ามันเกิดอะไรขึ้น...
ฟืดดดด... เสียงแปลกๆครั้งที่สองพร้อมกับที่มือร้อนๆนั่นขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขามาป้ายจมูกตนเอง... สภาพการณ์ที่เด็กหนุ่มหน้าซีดเหลือสองนิ้ว สยองยิ่งกว่าตอนโดนจูบ
มันเอาเสื้อเขาไปเช็ดน้ำมูก!!!!
ความแขยงแล่นริ้วทั่วร่างจนนารุมิแทบจะกระชากเชือกขาดคามือ เด็กหนุ่มกระตุกเงื่อนเร็วๆร้อนรนกว่าที่เคย ภาวนาอย่าให้สึโยชิเห็นเสื้อเขาเป็นทิชชู่อีกรอบ
“หลุดแล้ว”เจ้าของใบหน้าเย็นชาแย้มรอยยิ้มกว้าง ขยับจะลุกขึ้นแต่แขนผอมกลับเริ่มกอดก่ายแล้วกระตุกร่างของเขาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม ขาขาวพาดร่างเด็กหนุ่มราวกับเป็นหมอนข้างเล่นเอานารุมิกระดุกกระดิกแทบไม่ได้
“สึโยชิ ปล่อย”เสียงที่แค่นจากลำคอพร้อมกับใช้มือเรียวยันหน้าผากคนเป็นไข้โดยไม่มีความอาทร เขาดันสุดแรงแต่อีกฝ่ายกลับกอดแน่นยิ่งกว่าเดิมเหมือนดื้อดึง หน้าขาวซีดขยับขึ้นสูง ซุกใบหน้าลงกับคอเสื้อของเขาก่อนจะใช้มือกดเนื้อผ้าแนบจมูกที่มีของเหลวสีขาวขุ่นไหลย้อย!!!
“ปล่อย!!!”นารุมิร้องเสียงหลงหมดฟอร์ม และดูเหมือนนั่นจะสร้างความรำคาญต่อสึโยชิขึ้นมากระทันหัน ขาเรียวขาวจึงดันพรวดเดียวจนหมอนข้างจำเป็นกลิ้งตกเตียงแล้วลงมานอนสิ้นท่าอยู่ตรงพื้นพร้อมหายใจหอบหนัก...
เผลอคิดว่ามันตอนเป็นหวัดเซ็กซี่ได้ไงวะ!!! โว้ยยยย จะบ้าตาย!!!
นารุมิก่นด่าตนเองขณะรีบวิ่งไปห้องน้ำด้วยความเร็วแสง นึกคาดโทษคนที่นอนหอบหายใจรวยรินในใจ...
ฝากไว้ก่อนเหอะสึโยชิ ทีใครทีมัน!!!นารุมิจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงเรียกเข้า แสงไฟกระพริบๆทำให้เด็กหนุ่มสามารถอ่านชื่อคนโทรเข้าได้อย่างชัดเจน ร่างสูงกดรับก่อนจะวางตัวเครื่องแนบใบหูแล้วหนีบไว้ตรงซอกคอแน่น สองมือวุ่นวายอยู่กับการเช็ดผมที่โชยกลิ่นยาสระผมอ่อนๆ
“ว่าไง อากิระ”นารุมิพูดกรอกเสียงเรียบๆอย่างเคย แต่อีกฝากสายกลับตวาดแว้ดเสียงดังจนคนฟังนิ่วหน้า
“นี่พี่อยู่ไหนเนี่ย!!! ทำไมเพิ่งรับโทรศัพท์ ที่บ้านหาตัวพี่กันให้ควั่ก!!!”
“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ”เขาตอบเลี่ยงๆ พลางลากร่างของตนเองผ่านซุ้มประตูโค้งตรงไปยังห้องรับแขก ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาสีขาวครีม มือหนาขยี้เช็ดผมผ่านผ้าขนหนูนุ่มฟูแล้ววางพาดลงบนบ่าเปลือยเปล่า “นี่อยู่บ้านเพื่อน อีกสักพักคงกลับ”
“กลับ!!”น้องชายขึ้นเสียงสูงเสียงยิ่งกว่าเดิม “พี่จะกลับยังไง!! ได้ดูข่าวบ้างรึเปล่าว่าตอนนี้พายุเข้าห้ามออกจากบ้าน”
สิ้นคำ ขายาวก้าวเร็วๆไปยังบานหน้าต่างซึ่งรูดม่านปิดสนิท เด็กหนุ่มแหวกม่านสีน้ำตาลอ่อนมองฝ่าออกไปเบื้องนอกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ตอนเย็นท่าจะทำพิษหนัก... ม่านฝนโปรยปรายลงมาหนาทึบจนมองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องนอก เห็นเพียงแสงแปลบปลาบจากฟ้าแล่บซึ่งแว่บมาเป็นระยะๆ และเสียงฝนตกที่เทกระหน่ำผสานกับเสียงฟ้าร้องครืนก็กลบทุกสรรพสำเนียงจนสิ้น...
“งั้นพรุ่งนี้จะรีบกลับ...ฝากบอกที่บ้านด้วยแล้ว”ไม่ทันรอฟังคำตอบ คนขี้หงุดหงิดก็กดวางแล้วเร่งฝีเท้าเดินตรงมายังโซฟา โยนมือถือลงบนเบาะนุ่มๆด้วยความโมโหไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อแม้ซักวินาทีเดียว...
ความรู้สึกในใจที่คงได้แต่ถอนหายใจเพื่อระบายความอัดอั้น ร่างสูงก้มลงมองกางเกงขาสั้นสีดำมอๆซึ่งสวมติดกายตนเองด้วยความทดท้อ ...นี่คือตัวที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้จากเสื้อผ้าของไอ้ตัวแสบ ...ไม่สิ!! เป็นตัวที่ดีที่สุดที่เขาใส่ได้ต่างหาก!!! เพราะตัวอื่นไม่เล็กไปก็ลอยไป ยิ่งกางเกงขายาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดึงยังแทบจะไม่ขึ้นไม่รู้ว่าสึโยชิมันใส่เข้าไปได้ยังไง!!!
ลมเย็นที่ปะทะผิวกายท่อนบนซึ่งเปลือยเปล่าเรียกให้นารุมิเบ้หน้าน้อยๆ ไหล่หนาห่องุ้มแล้วทิ้งตัวเองลงบนโซฟาโดยใช้ผ้าขนหนูที่ยังเปียกหมาดๆทาบทับด้านบน ...อากาศหนาว... แม้แต่คนแข็งแรงอย่างเขายังรู้สึกว่าหนาวเย็น... เด็กหนุ่มทอดความคิดออกไปไกลแสนไกลแม้ขณะที่ดวงตาคมวาวจับจ้องเพดานสีขาวสว่าง แล้วลากไล่ไปสำรวจทั่วห้อง
การตกแต่งห้องนี้เรียบง่ายต่างจากการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นของที่บ้านเขามากนัก โซฟาสีครีมตั้งไว้กลางห้อง โดยมีพรมสีน้ำตาลเข้มนุ่มเท้าปูรองไว้เบื้องล่าง ทีวีจอแบนถูกฝังติดผนังแต่เบื้องล่างกลับมีตู้หนังสือไม้สีเข้มเตี้ยๆยาวเรี่ยจรดผนังสองด้าน แม้จะขัดกันแต่กลับดูลงตัวอย่างประหลาด...
พลันนัยน์ตาของนารุมิสะดุดกึกอยู่ที่ตู้ไม้สีเข้มเก่าซอมซ่อข้างบานหน้าต่าง... ในห้องที่ดูเรียบง่ายแต่ลงตัวนี้กลับมีสิ่งของที่ไม่เข้ากันตั้งวางไว้ราวจงใจ เด็กหนุ่มชันกายลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมผนักหยุดนิ่งอยู่หน้าตู้เก่าๆ ทอดสายตามองเข้าไปภายในตู้กระจกด้วยความใคร่รู้...
ภาพถ่ายหลายสิบภาพวางเรียงรายระเกะระกะอยู่ในชั้น... ภาพที่สะดุดตาเด็กหนุ่มที่สุดเห็นจะเป็นภาพแรก... เด็กผู้ชายอายุราว5-6ขวบถ่ายคู่กับเด็กผู้หญิงซึ่งอายุน่าจะไล่เลี่ยกัน เค้าโครงหน้าคุ้นตาของเด็กชายที่เรียกให้นารุมิขยับยิ้มขบขัน ...ตั้งแต่ดวงตาเล็กยิบหยีสีน้ำตาลเข้มที่จ้องใส่กล้องอย่างเอาเรื่อง จมูกเล็ก ท่าทางแลบลิ้นปลิ้นตากวนประสาท ผิวขาวซีดแต่แก้มอิ่มแลดูน่ารักน่าหยิก ...ตอนเด็กๆก็น่ารักดีจนคาดไม่ถึงว่าโตมาจะกวนประสาทได้ขนาดนี้...นารุมิไล่สายตาไปยังภาพถ่ายอีกหลายภาพ การเจริญเติบโตที่แลเห็นได้ชัดจากในภาพถ่าย...ความทรงจำต่างๆที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้... ภาพแรกๆนั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายครอบครัว.... มีทั้งสึโยชิ น้องสาว พ่อของสึโยชิที่หน้าตาท่าทางใจดี และ... แม่.... คนที่ส่งยิ้มหวานละไมในทุกรูป เจ้าของผิวขาวซีดและจมูกโด่งรั้นแบบเดียวกับลูกชาย ...เธอเป็นคนที่ปรากฏในภาพถ่าย2-3รูปแรก... และไม่มีปรากฏอีกเลย...
“ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย”นารุมิเอ่ยบอกตนเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเริ่มจะละลาบละล้วงเรื่องของครอบครัวคนอื่น เด็กหนุ่มก้าวเท้ายาวๆกะจะเดินเข้าไปในห้องครัวแต่กลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกล่องปฐมพยาบาลที่ราวกับมีคนจงใจนำมาวาง เขาตวัดสายตาไปยังด้านบนโดยอัตโนมัติ นึกนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะถอนหายใจพรืดใหญ่
ปล่อยให้มันนอนตายคาบ้านนี่แหละจะได้รู้สำนึก!!!
จนแล้วจนรอดใจเขาก็ยังไม่แข็งพอ...


นารุมิวางแก้วน้ำอุ่นไว้บนโต๊ะข้างเตียง โดยมีถาดเล็กๆใส่ยาเม็ดขนาดต่างๆกันสองสามเม็ดตั้งไว้ข้างๆ ดวงตาคมเรียวจับจ้องไปยังร่างที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียงด้วยความสมเพชเวทนา กึ่งสาแก่ใจเล็ก ...อาจจะเป็นเพราะมนุษยธรรมและมโนธรรมอันดีที่ยังคงมีอยู่บ้าง... เขาจึงหักห้ามใจตนเองไม่ให้ผสมยาพิษลงไปในน้ำ
“ตื่น....ตื่น....”คนที่เกือบจะเป็นฝ่ายเสียหายเขย่าร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยความหงุดหงิด แล้วก็ต้องอารมณ์เสียขึ้นอีกเป็นเท่าทวีเมื่อคนบนเตียงเริ่มจะงี่เง่าใส่ โดยการคว้าหมอนมาปิดหน้า ไม่รับความหวังดีของเขาซะอย่างนั้น?!!
“สึโยชิ ตื่น!!”หางเสียงชักจะแข็ง และหน้าก็เริ่มจะบูดบึ้งขึ้นทุกขณะเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอคล้ายไม่สนใจ จนเส้นความอดทนของนารุมิเริ่มจะขาดผึง!!!
“อ่อยๆ ไอ้เอว อ้อยยยย อำไออะ อื้ออออออ”มือเรียวปัดคว้างสะเปะสะปะเมื่อเจอมาตรการขั้นเด็ดขาดของคนปลุก!!! หมอนที่เขาเคยใช้ปิดหน้าบัดนี้มันกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่ใกล้จะทำให้เขาขาดอากาศหายใจตาย นารุมิโถมน้ำหนักตัวใส่หมอนให้มันแนบสนิทกับใบหน้าของสึโยชิด้วยรอยยิ้มละไม เด็กหนุ่มทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจเสียงร้องประท้วงระงมของคนเบื้องล่าง
“จะตื่นไหม?”คนกดถามเสียงเอื่อยเฉื่อย ค่อยๆคลายน้ำหนักมือลงเพราะเกรงว่าคนโดนกดจะตายไปเสียก่อน
“อื่นๆ อ่อย!!!”เสียงตะโกนอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์แต่คาดว่านารุมิคงจะเข้าใจ เพราะเด็กหนุ่มเลื่อนตัวออกจากหมอน แล้วถอยมายืนกอดอกเมียงมองอยู่ข้างเตียง
“เล่นบ้าอะไรวะ!!!!”เมื่อลุกขึ้นได้คนเกือบตายก็เขวี้ยงหมอนใส่ไอ้คนกวนส้นซึ่งสามารถรับไว้ได้ง่ายๆ ดวงตาฉ่ำเยิ้มด้วยพิษไข้ถลึงมองไอ้คนหน้าตายที่บัดนี้แย้มยิ้มมุมปาก อยากจะลุกขึ้นไปชกหน้าสักทีถ้าสังขารของเขามันอำนวยกว่านี้ โว้ยยยยยยย!!!!“กินยาซะ”น้ำเสียงคล้ายจะสั่งของนารุมิที่ฟังแล้วต้องตวัดมองอย่างชั่งใจ ร่างโปร่งบางไล่สายตาจากยาเม็ดในมืออุ้งมือ สลับกับดวงหน้าไร้อารมณ์ไปมาอยู่หลายครั้ง และยังไม่กล้าหยิบยาที่ถูกยื่นมาจ่อตรงหน้
“ไม่มียาพิษหรอกน่ะ กินซะ เดี๋ยวแกจะตายคาบ้านซะก่อน!!!”หางเสียงของคนเย็นชาชักจะแข็งเมื่อจับความคิดของอีกฝ่ายได้เลาๆ ดวงหน้าหล่อเหลานั้นเริ่มดุแต่กลับไม่สามารถทำให้คนมองสลดลงได้ ตรงข้าม... คนดื้อกลับยิ้งถลึงตาใส่ ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาน่าเตะเสียเหลือเกิน!!!
“แล้วฉันจะเชื่อได้ไงว่านายไม่ได้ใส่ยาพิษมาด้วย!!”แม้จะเป็นไข้แต่ยังไม่วายปากดี... ดวงตาเรียวเล็กนั้นสบสู้กับนัยน์ตาคมสวย ...ที่เจ้าของดวงตาเริ่มจะคลี่ยิ้มชวนสยองอย่างไรชอบกล...
“ดี!!! งั้นฉันจะให้เลือกว่าจะกินเองดีๆ....หรือจะทำกิจกรรมหนักๆก่อนกิน?”คำขู่เยือกเย็นที่สึโยชิสะดุ้งวาบ รีบคว้ายาเม็ดในมือโยนเข้าปากไม่รอให้พูดรอบสองเพราะกลัวอีกฝ่ายจะทำจริงอย่างที่ว่าไว้ และตอนนี้เขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะเอาไปต่อสู้ด้วย!!
นารุมิแทบจะกลั้นยิ้มไม่อยู่เมื่อเห็นว่าร่างโปร่งบางรีบลนลานยัดยาเข้าปากแล้วสำลักน้ำอึกใหญ่ เขาจะเอื้อมไปลูบหลังให้ก็โดนมือซีดขาวปัดออกพลางถอยร่นไปชิดมุมเตียง ส่งสายตาระแวงแฝงความดื้อดึงมาให้อย่างเคย
“คิดว่าฉันพิศวาสนายมากนักหรือไง?”ร่างสูงพ่นลมหายใจช้าๆ ซ่อนรอยยิ้มขบขันไว้ภายใต้ท่าทางเบื่อหน่าย “นอนไปเถอะ หน้าตาอย่างนายน่ะไม่ได้มีความเร้าอารมณ์เลยสักนิด ไม่ต้องห่วง!!”
“แกเร้าอารมณ์ตายล่ะ โว้ยยยย ไอ้บ้านารุมิ แก!!!!”เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของสึโยชิที่เขาไม่คิดจะฟังต่อ เด็กหนุ่มรีบเดินเลี่ยงออกมาจากห้องเพราะกลัวว่าคนดื้อนั่นจะทันเห็นรอยยิ้มที่เขาพยายามเก็บซ่อนไว้....
สึโยชิไม่รู้ตัวว่าตนเองพล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใด แต่รู้สึกตัวอีกทีเพราะได้ยินเสียงดังหนวกหูจนข่มตาหลับต่อไม่ลง ...อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปถึงทำให้รู้สึกง่วงงุนอยู่มาก... เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยี้ตาให้หายงัวเงีย รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวไปหมดจนไม่มีแก่ใจจะลุกขึ้น เขาจึงเพียงเพ่งตายิบหยีไปรอบๆห้องที่บัดนี้มืดสลัวๆ... แล้วก็พลันสะดุดกึก!


ร่างสูงคุ้นตานั่งหันหลังให้จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเขาตื่นแล้ว... ดวงตาคมเข้มจ้องนิ่งไปยังหน้าจอโทรทัศน์ในขณะที่มือก็ยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นจรดริมฝีปาก แสงจากหน้าจอทีวีซึ่งวูบวาบตามภาพที่ฉายส่องกระทบเค้าหน้าหล่อเหลาและเรือนกายแกร่งที่บัดนี้สวมเสื้อไว้เรียบร้อย ....แม้จะมีแสงแค่เลือนลางและเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าด้านข้าง... แต่นารุมิก็ยังคงความหน้าตาดีไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ...จนเขาชักจะหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล!!!


ดูเหมือนสึโยชิจะจ้องมากเกินไปจนอีกฝ่ายรู้สึกตัว ดวงตาคมเหลือบเหลียวมาทางด้านหลัง สบเข้ากับแววตาหงุดหงิดของคนจ้อง แล้วก็เบือนกลับไปเหมือนไม่สนใจนัก


“ทำไมไม่กลับบ้านสักทีวะ อยู่ที่นี่หาอะไร!!!”เมื่อโดนเมิน คนเป็นไข้ก็เลยหาเรื่องไล่ ...แต่คนฟังก็ยังทำหูทวนลม


“ก็ไม่อยากอยู่นักหรอก มันจำเป็น...”คำพูดเรียบๆอย่างเคยนิสัยแต่หางเสียงติดจะรำคาญจนสึโยชินิ่วหน้า “แล้วก็หุบปากซะด้วย จะดูหนัง!!”


แค่ฟังร่างโปร่งก็แทบจะลุกขึ้นมาเต้นงิ้ว ริมฝีปากบางเม้มแน่น คิดสรรหาคำด่าไว้ในใจแต่แล้วก็ต้องมลายวับ!!!


ดวงตาเรียวรีที่มองฝ่าออกไปในแสงสลัวช็อคค้างอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ราวสะดุดลมหายใจขึ้นมากระทันหัน!!!


“ปะ...ปิดทีวีเดี๋ยวนี้นะโว้ย”เสียงที่เอ่ยออกมาตะกุกตะกักในลำคอ มือเรียวรีบคว้าหมอนขึ้นมาปิดใบหน้า แต่ปากก็ยังตะโกนแย้วๆ “บอกให้ปิดทีวีไงวะ นารุมิ!!!”


...พอตื่นขึ้นมาก็จู้จี้โวยวายน่ารำคาญชิบ... นารุมิบ่นอุบแล้วหันมามองเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์นัก... ทั้งๆที่หนังก็กำลังสนุกอยู่แท้ๆ มันขัดอารมณ์จริงเชียว...
..แล้วดวงตาคมก็ไหวระริกด้วยความขบขันเมื่อเห็นอากัปกิริยาของคนที่นั่งเอาหมอนปิดหน้าบนเตียง... ซีกหน้าขาวที่โผล่พ้นจากหมอนนั้นซีดยิ่งกว่าเดิม มือเรียวบางกำหมอนแน่น สะดุ้งน้อยๆทุกครั้งที่เสียง sound effect ของหนังได้อารมณ์เกินเหตุ
“นี่นายกลัวผีเหรอ สึโยชิ?”ร่างสูงพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาแสร้งเลิ่กคิ้วน้อยๆก่อนจะพยักเพยิดไปยังหน้าจอโทรทัศน์ที่ภาพยนต์เริ่มจะเข้มข้นขึ้น “เรื่องนี้ไม่เห็นน่ากลัวสักหน่อย?”
“ใครกลัว!!!”คนโดนปรามาสขึ้นเสียงสูง “ไม่กลัว? แล้วทำไมต้องเอาหมอนปิดหน้าด้วย?”
“ฉันแค่ง่วงหรอก!!!”ยิ่งเถียงสึโยชิก็รู้สึกว่าตนเองยิ่งเดินเข้าสู่กับดักขึ้นทุกที เด็กหนุ่มถลึงตาใส่เค้าหน้าเย็นชานั้นอย่างท้าทาย และนั่นก็เป็นการฆ่าตัวเองจริงอย่างที่คาด... คู่ปรับตัวฉกาจของเขาแย้มรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้สึโยชิรู้สึกอยากจะตายเสียให้ได้
“ถ้าไม่กลัว... งั้นก็นั่งดูดีๆให้ฉันเห็นสิ!! อย่าป๊อดจนเอาหมอนปิดหน้าเสียล่ะ...”นารุมิแทบจะไม่เป็นอันดูเพราะต้องกลั้นขำสุดความสามารถ... ยิ่งเหลือบมองคนที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงจนแทบจะเป็นรูปสลักหินก็ยิ่งตลกปนเวทนา ดวงหน้าของสึโยชินั้นซีดจนไร้สีเลือด แลเห็นเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามหน้าผากและเรือนแก้มทั้งๆที่อากาศหนาวเยือก ร่างผอมสะดุ้งเป็นพักๆเมื่อถึงฉากสยองขวัญ ...เขาลอบเห็นว่าคนป่วยนั้นกลืนน้ำลายไปหลายอึก ...และท่าทางใกล้จะเป็นลมเต็มที...
“จะ... จบแล้ว ฮ่าๆๆ ไม่เห็นน่ากลัวเลย ฮ่าๆๆ”สึโยชิหัวเราะเสียงแห้งอย่างโล่งใจหนักหนา...
หนังเวรจบเสียที อยากจะเห็นหน้าคนสร้างนัก!! มันจะรู้มั้ยว่าหนังของมันน่ะเกือบทำเขาหัวใจวายตาย!!!
“บอกแล้ว ว่าฉันไม่กลัววว”แม้จะหน้าซีดจัดแต่เด็กหนุ่มก็ยังคงปากเก่งไม่เลิก ดวงหน้าขาวประดับรอยยิ้มชืดๆแล้วส่งให้นารุมิคล้ายจะเย้ยว่าตนเองคือผู้ชนะ
...อากัปกิริยาที่นารุมิต้องลอบยิ้มในใจ
“งั้นก็ดี!!! เดี๋ยวฉันไปนอนก่อนล่ะ”นารุมิเอ่ยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้วชันตัวลุกขึ้นยืน กดปิดโทรทัศน์จนในห้องมืดสนิท และเล่นเอาสึโยชิสะดุดลมหายใจ!!
“จะไปไหน!!!”เขาโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ ลืมเก็บฟอร์มไปชั่วขณะ
“ก็บอกว่าจะไปนอนไง ทำไม? กลัวเหรอ? ให้เปิดไฟทิ้งให้เอามั้ย?”คำพูดสุดท้ายแฝงกระแสเย้ยหยันจนร่างโปร่งนิ่วหน้า ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วเอ่ยไล่เสียงแข็ง
“เปล่าหรอกโว้ย ไปตายไหนก็ไปซะ เหม็นหน้าแกจะแย่!!!”พูดได้คำเดียวว่าไม่น่าเลย....สึโยชิข่มตาหลับอยู่ในความมืดมิดนอนฟังเสียงรอบด้านด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก... ภายนอกฝนยังไม่หยุดตก... เสียงฝนเทกระหน่ำผสานกับเสียงฟ้าร้องครืนครางทำให้ความทรงจำอันไม่น่าอภิรมย์ผุดขึ้นมาจนได้... หนังเรื่องเมื่อกี้ก็ผีกลางสายฝน... โว้ยยยย จะบ้าตายยย!!!
ร่างโปร่งซุกตัวอยู่กับหมอนข้างพยายามเพ่งสมาธิสะกดจิตตนเอง ...ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร... คำพูดที่เฝ้าบอกตนเองซ้ำๆ...ใกล้จะช่วยให้จิตใจสงบลงอยู่แล้ว จนกระทั่ง....
เด็กหนุ่มแว่วเสียงกุกกักๆอยู่เบื้องนอก... เสียงฝีเท้าจางๆที่เดินย่ำไปมา... และ.... เสียงคล้ายรอยเล็บกรีดผนัง....
“ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง....ผีไม่มีจริง”สึโยชิปลุกปลอบตนเองเสียงเบา ซุกใบหน้าลงกับหมอนข้างไม่กล้าหันออกไปเบื้องนอก....แล้วคนเป็นไข้ก็แทบสะดุดลมหายใจอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงลูกบิดไขดังแกร็ก....
“นารุมิเหรอ”เขาตะโกนถามทั้งที่ยังหลับตาปี๋....เงียบ ไม่มีเสียงตอบ...
“นารุมิรึเปล่า!!!”สึโยชิเริ่มโวยวายลนลาน เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมออกตามร่างกาย มือบางเย็นชืดอย่างกับน้ำแข็งและคว้าหมอนข้างแน่น...เงียบ ยังคงไม่มีเสียงตอบ..
ห้องทั้งห้องปกคลุมด้วยความเงียบสงัด.... เงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจหนักๆของสึโยชิ และเสียง...เล็บกรีดที่พื้นห้อง...
หน้าของเด็กหนุ่มซีดเหลือสองนิ้ว รู้สึกเหมือนจะเป็นลมเอาเสียให้ได้ หัวสมองว่างเปล่านึกอะไรไม่ออกนอกจาก...
“แม่ แม่ช่วยผมด้วยครับ ช่วยผมด้วย”เด็กหนุ่มละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษา ยิ่งตอนที่เล็บนั่นกรีดไล่มาจรดที่พื้นเตียง แล้วเงียบเสียงลงกระทันหัน....“ว้ากกกกกก!!!!! ปล่อยโว้ยยยย ปล่อยยย ม่ายยยยย” ยชิตะโกนป่าแตกเมื่อรู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาจับที่ข้อเท้า ร่างบางดิ้นราวกับโดนน้ำร้อนจนผี(?)ต้องเอื้อมมาโอบร่างแล้วปล่อยเสียงหัวเราะอย่างสุดจะกลั้นไหว“เฮ้ย ใครวะ!!!”เมื่อรู้ว่าไม่ใช่ผีคนขี้กลัวก็เริ่มปากกล้า เด็กหนุ่มดิ้นขลุกขลักจะออกมาจากอ้อมแขนของคนที่หัวเราะจนตัวงอ แล้วพอจับหางเสียงได้ว่าใครสึโยชิก็ยิ่งดิ้นเข้าไปใหญ่
“นารุมิแก ปล่อยสิวะ ปล่อย!!!”
“ไหนบอกไม่กลัวไง”เสียงพูดกลั้วหัวเราะที่คนฟังขัดใจนัก พอดิ้นหลุดจากอ้อมแขนได้ก็เสยหมัดเข้าที่ใบหน้า ...แต่เพราะยังมีพิษไข้รุมเร้านารุมิจึงรับหมัดไว้ได้ง่ายๆ


ดวงหน้าที่เคยซีดขาวบัดนี้ขึ้นสีก่ำด้วยความอับอาย ยิ่งพอเหลือบมองไอ้คนหน้าตายที่บัดนี้หัวเราะยกใหญ่เหมือนไม่เคยหัวเราะมาก่อนในชีวิตยิ่งหงุดหงิดเป็นเท่าทวี!!!


“แกจะเลิกหัวเราะได้ยัง!!”สึโยชิกระแทกเสียง หน้าตาถมึงทึง

“ก็ได้”นารุมิรับคำง่ายๆพยายามกลั้นก้อนขำไว้ในคอ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “แต่อยากจะเห็นนายตอนกลัวอีกสักที ตลกดีว่ะ”
“ตลกตรงไหนวะ!!!”คนโดนปรามาสเม้มริมฝีปากแน่นแทบจะเป็นเส้นตรง ถลึงตามองคนยิ้มยากที่ตอนนี้ยิ้มกว้างด้วยความโมโห
“ไม่รู้ตัวเหรอ? งั้นสงสัยต้องทำให้รู้ตัวอีกสักทีสองที...”
สิ้นคำ คนเฉยชาก็แปรเปลี่ยนเป็นคนขี้แกล้งกระทันหัน
เรื่องเล่าผีเด็กยันโคตรผีพรั่งพรูออกจากปากคุณชายคาวามูระที่ยิ้มกวางอย่างชอบอกชอบใจ ...แต่สึโยชิอยากจะกัดลิ้นตาย!!!
โว้ยยยย แก ไอ้นารุมิ สักวันฉันจะฆ่าแกให้ได้!!!!

โบมิรีบรุดกลับบ้านทันทีที่ฟ้าสางและฝนฟ้าเริ่มจะสงบลง โปรแกรมไปเยี่ยมป้าโอฮาเอะของเธอและพ่อต้องล้มเลิกกระทันหันเนื่องจากพายุเข้า ทั้งคู่จึงยกเลิกเที่ยวบินแล้วมุ่งหน้ากลับมาบ้านซึ่งมีคนป่วยที่งอแงไม่ยอมไปด้วยอยู่เฝ้าเพียงคนเดียว


“ไม่รู้ป่านนี้พี่สึโยชิจะเป็นไงบ้าง”เด็กสาวเปรยขึ้นเบาๆ ดวงตากลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นดูร้อนรนขณะไขประตูบ้านแล้วผลักเปิดออก


“รายนั้นน่ะลูกไม่ต้องห่วงหรอก... อึดจะตาย”คนตอบเป็นชายร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงสแล็คสีเข้ม เขาลูบหัวลูกสาวด้วยท่าทางร่าเริงเมื่อเห็นว่าเธอทำหน้ายู่ๆ “ไม่เชื่อลูกก็ลองขึ้นไปดู เดี๋ยวพ่อทำข้าวเช้าให้ก่อนแล้วค่อยเข้าบริษัท”


สิ้นคำ เด็กสาวสะบัดเรือนผมแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นบันได ร่างเล็กบางตรงดิ่งไปยังห้องทางขวาสุดของระเบียง หยุดยืนนิ่งอยู่ครู่ จ้องมองรอยแง้มของประตูด้วยความประหลาดใจล้นพ้น...


...พี่ไม่เคยเปิดประตูห้องทิ้งไว้เลยนี่หน่า...


ไวเท่าความคิด สึโบมิค่อยๆผลักประตูอย่างเบามือพยายามไม่ให้เกิดเสียง ดวงตากลมๆจ้องเข้าไปภายใน... เพียงแค่นั้นก็ทำให้เด็กสาวแทบจะหุบรอยยิ้มไม่ได้...


ร่างซีดผอมนอนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงมีลมหายใจสม่ำเสมอ หน้าขาวนั้นยังคงมีสีก่ำด้วยพิษไข้แต่ดูท่าว่าไข้คงจะลดไปมากแล้ว ผ้าห่มผืนหนาให้ความอบอุ่นตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้าและไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ให้อีกคนที่นั่งหลับอยู่ข้างเตียง... นารุมินั่งหลับราวสิ้นแรง เด็กหนุ่มท้าววางแขนไว้บนเตียงแล้วใช้มันต่างหมอน ขายาวขัดไขว้เป็นท่าขัดสมาธิโดยส่วนลำตัวมีผ้าหุ่มคลุมให้ความอบอุ่นไว้หมิ่นเหม่ ดวงหน้าหล่อเหลาหลับตาพริ้มมีริ้วรอยของความอิดโรยอยู่บ้าง...
ภาพที่เห็นทำให้สึโบมิยิ้มแก้มแทบแตก!!!
ท่าทางคู่นี้อาจจะเชียร์ไปรอดก็ได้!!!โอยยย ไม่เคยรักพี่ชายมากเท่าวันนี้เล้ยยย~“อิปป้ง!!!”
การขานคะแนนครั้งที่เท่าไหร่คนในชมรมคาราเต้ก็ลืมนับ...
ทุกคนรู้แต่เพียงว่าวันนี้รองประธานโหดเหลือเกิน!!! ดวงหน้านั้นบูดบึ้งราวกับไปโกรธใครมา แถมยังชอบค้อนปะหลับปะเหลือกไปทางอีกฝากของโรงฝึกบ่อยๆ...แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก... เพราะวันนี้ถึงจะโดนเตะ โดนต่อย โดนทุ่ม ทุกคนก็ยอม!!! สาเหตุหลักนั่นก็คงมาจากเวลารองประธานเหงื่อไหล เหนื่อยหอบ... ให้ตาย! เซ็กซี่เป็นบ้า!! เห็นแล้วเพ้อจนโกรธไม่ลง“สึโยะจัง พอเถอะ”มือบางกระตุกชายเสื้อพลางช้อนตากลมๆขึ้นมองอย่างอ้อนวอนจนสึโยชิชะงัก เขาค่อยๆลดมือที่กำลังจะชี้เรียกคู่ต่อสู้คนต่อไปกระทันหัน ...ท่าทางอ้อนๆของมิสึรุทำสึโยชิพ่ายแพ้ทุกครั้ง แม้จะอยากระบายอารมณ์แค่ไหนก็เถอะ...“อื้อ ก็ได้ งั้นก็กลับบ้านกัน”ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ขยี้ผมร่างเล็กนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว ยอมรามือจากการซ้อมโหดจนคนในชมรมแทบจะร้องไห้ด้วยความยินดี สึโยชิโอบไหล่คนข้างๆอย่างถือสนิทโดยที่อีกฝ่ายไม่มีแม้แต่ความพยายามจะปัดป้อง!!ภาพบาดตาบาดใจที่ประธานชมรมเห็นแล้วขัดเคืองลูกตาเหลือเกิน!!!
“ชิโนมิยะ รอเดี๋ยว!!”มัตซึริตะโกนลั่นจนสองร่างที่กำลังจะเดินพ้นประตูชะงัก หันควับมาด้านหลังแล้วร่างเล็กจึงชี้ที่ตนเอง
“รุ่นพี่เรียกผมเหรอครับ?”
“ใช่ มานี่ก่อนสิ”เด็กหนุ่มขึ้นเสียงเข้มจนมิสึรุต้องรีบจ้ำมาอย่างงงๆ เขาหยุดยืนอยู่หน้ารุ่นพี่ร่างสูงใหญ่แล้วจ้องมองตาไม่กระพริบ
“มีอะไรเหรอครับ?”
“นายก็มามองๆชมรมเราได้พักใหญ่ ไม่คิดจะเข้าชมรมเราบ้างเหรอ?”น้ำเสียงนั้นติดจะขู่กลายๆ แต่ดูเหมือนจะสร้างความขบขันให้สึโยชิล้นเหลือ ร่างโปร่นั้นกลั้นขำจนตัวงอ ตาเล็กยิบหยีเหลือบไปมองทางประธานชมรมแล้วแย้มรอยยิ้มกว้าง“รุ่นพี่จะชวนมิสึกิเข้าชมรมนี่คิดดีแล้วเหรอครับ?”
“ของอย่างนี้มันฝึกกันได้นี่”มัตซึริตอบทั้งที่หน้างอง้ำ รู้สึกหงุดหงิดไม่ใช่น้อยที่โดนหัวเราะเยาะอย่างไม่มีเหตุผล “ถึงไม่มีพื้นฐานเลยก็ตาม แต่เราก็ฝึกกันได้!”“รุ่นพี่คงจะเข้าใจอะไรผิด”เด็กหนุ่มว่าเรียบๆ แย้มรอยยิ้มใสแล้วตบบ่ามิซึรุจนอีกฝ่ายเบ้หน้า “มิสึรุน่ะเป็นลูกชายสำนักคาราเต้นะครับ จะไม่เป็นได้ยังไง เพียงแต่ว่า...”สึโยชิจงใจทิ้งช่วงให้คนฟังหงุดหงิด เขายิ้มกว้างแล้วก็เงียบไปเสียเฉยๆจนรุ่นพี่ต้องตะคอกถามอย่างหมดสิ้นความอดทน
“เพียงแต่อะไร“รุ่นพี่ลองดูเองจะดีกว่านะครับ เดี๋ยวผมจะเป็นกรรมการให้!!”
“โอ๊ย เบาๆหน่อยสิ!!!”ประธานชมรมร้องเสียงหลงเมื่อคนพยุงเกิดสะดุดรากไม้โดยไม่ตั้งใจ
มิสึรุหน้าเสีย รีบประคองมัตซึริพลางขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ เด็กหนุ่มเหลือบค้อนไปมองคนพยุงอีกฝากที่ยังไม่เลิกขำด้วยอาการงอนๆ


สึโยะจังนะ สึโยะจัง! เขาบอกแล้วว่าจะไม่เล่นคาราเต้ก็บังคับอยู่นั่นแหละ!!! ก็รู้อยู่ว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วยังจะให้เล่นอีก!!!
“มิสึรุนี่ก็ยังรุนแรงไม่เปลี่ยนเลยน้า~”น้ำเสียงอารมณ์ดีของคนโดนคาดโทษไม่ได้บ่งบอกว่ารู้สึกผิดสักนิด ตรงข้าม หน้าขาวใสนั่นกลับอมยิ้มชอบใจนักหนาจนมัตซึริได้แต่ถอนหkยใจอย่างปลงตก
เรื่องของเรื่องก็เพราะไอ้กรรมการตัวแสบน่ะแหละ... เขาอาจจะไม่โดนอัดหนักมากเท่าไหร่ถ้าหมอนั่นจะเข้ามาห้ามตามที่กติกามันกำหนด แต่นี่สึโยชิกลับนิ่ง!!! เขาโดนต่อย โดนเตะ ไม่มีขานไม่มีเรียก ไม่มีบอกหยุดสักนิด กลับปล่อยเลยตามเลยทำเป็นไม่เห็นซะอย่างนั้น!!! พอกรรมการไม่ห้ามแล้วใครจะกล้าห้าม ลงท้าย... คนในชมรมคาราเต้ก็เลยต้องนั่งดูประธานชมรมโดนอัดด้วยท่าอันตรายทั้งหลาย ทั้งโทโมเอะ นาเกะ, อุชิโระ เอมปิ อุจิ และท่าต่างๆสารพัดจนเขา น่วม“แล้วจะเอาไอ้ตัวเล็กเข้าชมรมอีกรึเปล่าล่ะรุ่นพี่?”สึโยชิเปรยขึ้นลอยๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มพริ้มเพราตามแบบฉบับ “หมอนั่นน่ะเรียนมาแต่คาราเต้แบบสู้จริงจนซึมเข้าเส้นเลือดไปแล้ว คาราเต้แบบแข่งขันน่ะหมอนั่นไม่เป็นหรอก”
“อือ รู้แล้ว”เพราะไอ้อาการเจ็บตัวของเขามันก็ฟ้องอยู่ทนโท่!!!ชิโนมิยะ มิสึรุ... หน้าตาก็น่ารักดีไม่น่าโหดเลย ให้ตาย!!!“เดี๋ยวเราไปกินข้าวก่อนกลับบ้านกันดีกว่ามิสึรุ”สึโยชิว่าพลางโอบไหล่ร่างเล็กข้างๆด้วยความคุ้นเคย เด็กหนุ่มแย้มรอยยิ้มกว้างจนตายิบหยี ...และทำให้คนข้างๆใจสั่นขึ้นมากระทันหัน.

“อือ”มิสึรุตอบทั้งที่ยังก้มหน้างุด ...ร่างเล็กพยายามเอ่ยเตือนตนเองซ้ำๆเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน... ไม่ให้ตีความการทำดีของสึโยชิว่ารัก อย่า...แม้แต่จะคิด......เพราะที่สึโยชิชวนก็แค่เบื่อๆเลยแค่จะแก้เครียด เขารู้ว่าอีกฝ่ายน่ะรักเขาแบบเพื่อน... แบบน้อง... ไม่เคยคิดเกินเลย ...ไม่เคย... แม้แต่จะคิด....
คิดถึงตรงนี้น้ำตาก็พาลจะไหล... ทั้งๆที่มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิดมากเท่านี้ อาจจะเป็นเพราะ...
“อ้าว ยูยะ กลับบ้านแล้วเหรอ”เสียงทักสดใสของสึโยชิเรียกให้มิสึรุเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมๆจ้องหน้าตาน่ารักๆของคู่สนทนาสึโยชิด้วยความอิจฉา... ตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาคิดมาก... ยูยะ... คนที่สึโยะจังถนอมเหลือเกิน... คนที่สึโยะจังทั้งรักทั้งหวง อิจฉา อิจฉาจนไม่รู้จะทำยังไง...“อือ”ยูยะตอบเสียงใส แล้วพลันเด็กหนุ่มเหลือบเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างสึโยชิ หน้าสวยนั้นก็เจื่อนลงถนัด เสียงที่ถามต่อจึงกลายเป็นแค่นจากลำคอ“จะไปไหนกันเหรอ?”
“กะว่าจะไปกินอะไรแถวนี้หน่อยน่ะ ไปด้วยกันไหมยูยะ?”สึโยชิชวนเสียงสดใส แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอีกคนที่ยืนข้างๆยูยะ ไอ้คู่ปรับตัวดีที่ทำให้เขาหงุดหงิดมาตลอด 3-4วันนี้
“ไม่ล่ะ ไม่เป็นไร”เด็กหนุ่มส่ายหัวแรงๆ แม้ดวงตาจะตัดพ้อ ...และคาดหวังในใจว่าคู่สนทนาของเขาจะสังเกตเห็น
“งั้นฉันไปก่อนล่ะนะ”ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็คว้าไหล่มิสึรุออกเดินลิ่วๆไปโดยไม่หันกลับมามองอีก... ...ไม่แคร์เลยใช่ไหมสึโยชิ...“ตามไหม?”นารุมิเปรยขึ้นเรียบๆ ดวงตาคมเหลือบมองคนที่ยืนอยู่ข้างกาย...
ร่างบอบบางนั้นสั่นสะท้านจากแรงสะอื้นจนตัวโยน ดวงตากลมใสรื้นไปด้วยน้ำตา และเหม่อมองไปยังแผ่นหลังของคนที่ขโมยหัวใจไปจนไกลแสนไกล...
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวสึโยชิรู้เขาจะโกรธเอาเปล่าๆ”ยูยะเอ่ยเสียงเครือ พยายามปาดน้ำตาที่มันไหลไม่ยอมหยุด
...แค่นี้สึโยชิก็ไม่หลียวแลพออยู่แล้ว... ถึงแม้จะรู้ตัวดีว่าเป็นได้แค่เพื่อน... ไม่มีทางที่จะเทียบกับมิสึรุได้เลย... สึโยชิรักขนาดนั้น... หวงขนาดนั้น... อิจฉา... อิจฉาจนไม่รู้จะทำยังไง...
“หยุดร้องเถอะเด็กดี อย่าร้องนะ”นารุมิแย้มยิ้มอ่อนโยนแล้วขยี้ผมร่างเล็กช้าๆ เด็กหนุ่มโน้มตัวต่ำลงมาประจันหน้ากับร่างที่ยังสะอื้นฮักแล้วทำยู่หน้าล้อเลียน “ร้องไห้ไม่น่ารักเลย นี่ถ้าสึโยชิเห็นแล้วไม่รักจะทำยังไง!”
“เขาก็ไม่รักอยู่แล้วนี่”คำพูดปลอบกลับทำให้ยูยะร้องหนักกว่าเก่า ดวงตากลมๆเริ่มช้ำจนนารุมิลอบถอนหายใจอย่าเหนื่อยหน่าย ...คนตัวเล็กๆนี่เอาใจยากจริง!!
“งั้นก็ไปกันเหอะ!!!”โดยไม่รอฟังคำตอบ มือหนาก็คว้ามือนุ่มนิ่มแล้วกึ่งลากกึ่งจูงจนคนโดนจูงแทบเซถลา ยูยะกระพริบตาด้วยความงุนงงจนลืมร้องไห้
“ไปไหนนารุมิ?”“ตามหาหัวใจของยูยะไง”คำตอบเน่าแสนเน่าแต่กลับทำให้ยูยะหน้าขึ้นสีเรื่อ ยอมให้อีกฝ่ายลากจูงไปตามใจชอบ...ความรู้สึกตอนนี้คืออยากขอบคุณ รู้สึกขอบคุณนารุมิที่คอยให้กำลังใจ ปลอบใจเสมอมา... ถ้าคนที่เขารักคือนารุมิ ก็คงดี.หงุด หงิด โว้ยยย!!!!! มันจะตามรังควานเขาไปถึงไหนวะเนี่ย!!!!
สึโยชิระบายอารมณ์โดยการทิ่มถ้วยไอศครีมแรงๆแล้วบี้ๆๆเนื้อไอติมจนมันเหลวคาช้อน ดวงตาเรียวรีเหลือบมองไปทางด้านหลังด้วยความหงุดหงิด แล้วพอประสานกับนัยน์ตาคมๆกวนประสาท... ขาขาวก็ถีบโต๊ะแรงๆจนมิสึรุสะดุ้ง!!
“สะ สึโยะจัง...เป็นอะไร?”มิสึรุเอ่ยถามน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก ดวงตากลมกระพริบปริบๆจ้องหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่บัดนี้แค่นยิ้มชืดๆรับ
“ไม่มีอะไร รำคาญคน นิดหน่อย”เขาจงใจเน้นเสียงให้โต๊ะข้างหลังได้ยินชัด
แม้คนที่สึโยชิเจาะจงจะด่ากลับไม่รู้สึกอะไร... แต่คนที่นั่งกับหมอนั่นดันสะอื้นเบาๆจนสึโยชิแทบจะกุมขมับ ...เวร!! ลืมไปว่ายูยะนั่งกับมันด้วย
โว้ยยย!!! ปวดกบาล มันจะเอาไงกับเขานักวะ!!! อุตส่าห์ล้มเลิกแผนจะจับมันกดแล้วเชียว แต่มันก็ยังตามรังตวานเขาไม่เลิก!! จะให้เขาสูญเสียความมั่นใจทั้งหมดเลยใช่ไหมวะ!! นี่เขาก็เสียเซลฟ์เรื่องการเป็นฝ่ายรุกพออยู่แล้ว พอจะจับมันกดก็โดนมันจับจุดอ่อนได้อีก!! โว้ยย!!! กลุ้ม!! อารมณ์เสียโว้ยยยย!!!!
“สึโยะจัง...เบื่อเหรอ”เสียงเศร้าๆสั่นๆของมิสึรุเรียกให้เขาเงยหน้าขึ้นมอง ดวงหน้าน่ารักของคนฝั่งตรงข้ามยิ้มเซียวๆเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มแก่
“ไม่หรอก อยู่กับมิสึรุไม่เบื่อหรอก”เด็กหนุ่มพูดรัวเร็วแถมยังยิ้มกว้างสำทับจนอีกฝ่ายหน้าขึ้นสี แย้มยิ้มกว้างสดใสแลเห็นลักยิ้มบุ๋ม ...แต่คนข้างหลังเขากลับสะอื้นหนักกว่าเก่า...
สึโยชินึกอยากเอาหัวโขกโต๊ะให้ตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!! ปวดกบาลจริงโว้ย พูดดีกะคนนี้คนโน้นร้อง แต่ถ้าไม่พูดดี คนนี้ก็ร้องอีก!!!
“มิสึรุเคยคุยกะยูยะไหม?”สึโยชิขุดทฤษฎีจีบสาวของตนเองขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เด็กหนุ่มแกล้งตีหน้าตาย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าคนที่โดนพาดพิงถึงนั่งเงี่ยหูฟังด้านหลังและหยุดสะอื้นอัตโนมัติ
“ก็เคยบ้าง ทำไมเหรอ?”คู่สนทนาของเขาตอบเจื่อนๆ ...แม้เขาจะรู้ว่ามิสึรุชอบเขาและที่คุยนี่จะเป็นการทำร้ายจิตใจก็เถอะ... แต่สึโยชิก็ต้องตัดใจทำไม่งั้นอีกคนที่นังโต๊ะข้างหลังเขาคืนนี้คงจมบ่อน้ำตาตายแหงๆ


“เปล่าหรอก แค่จะบอกว่ายูยะน่ารักดี... ตัวเล็กน่ารักเหมือนมิสึรุเลย น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”เลือกพูดกลางๆแนวทางสมานฉันท์ไว้ก่อน แม้คนข้างหน้าจะยังหน้าเสียๆแต่อย่างน้อยคนข้างหลังก็หยุดร้องไห้แล้ว...


“เหรอ”ร่างเล็กบางเปรยเสียงเอื่อย ก้มหน้าก้มตากินไอติมไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง


เป็นนานกว่าที่มิสึรุจะเงยหน้าขึ้น... ตากลมใสจ้องหน้าเขาอย่างตัดพ้อแต่สึโยชิก็ยังยิ้มรับ ถือคติว่ายิ้มไว้ก่อนมันจะดีเอง!!


“สึโยะจัง.... สึโยะจังชอบยูยะเหรอ?”ถามเองคนถามก็เสียงสั่น และคนฟังก็อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะแรงๆ ...เวรแล้วไงล่ะ!!!


“ก็ชอบ...”สึโยชิทำเสียงเหมือนไม่รู้ความหมายแอบแฝงของมิสึรุ “แล้วก็ชอบมิสึรุด้วยนะ”เขารีบเสริมประโยคหลังอย่างรวดเร็วเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตากลมๆเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตาแต่ร่างบางก็ปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว


“ยังไงก็คง... ชอบยูยะมากกว่าใช่ไหม?”


“มันชอบคนละแบบนะ”ตอบเองแต่รอยยิ้มของเขาก็เริ่มชืดลงทุกที เด็กหนุ่มแกล้งกระดกน้ำแล้วตัดบทสนทนาก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มพูดอะไรที่ทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายลง “เราไปคุยกันต่อที่บ้านดีกว่านะ มิสึรุ”


ประโยคจบที่สึโยชิคิดว่าดีที่สุดแต่กลับบาดลึกลงกลางใจของมิสึรุ...


...สึโยะจังคิดว่าเขาไม่รู้เหรอว่ายูยะตามมา แล้วนั่งโต๊ะข้างหลังของสึโยะจัง...


...สึโยะจังคิดว่าเขาไม่รู้เหรอว่าที่สึโยะจังพูดมาทั้งหมดน่ะ เพราะไม่อยากให้ยูยะร้องไห้...


...แล้วเขาล่ะ... เขาเป็นอะไร... เป็นแค่ไอ้โง่ ที่สึโยะจังอยากจะหลอกยังไงก็ได้งั้นเหรอ?


...ทุกสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดฉายผ่านออกมาทางแววตา... หยาดน้ำใสเริ่มรินไหลอาบข้างแก้มแล้วหยดลงบนโต๊ะจนเกินควบคุม ฝ่ามือเล็กๆยกปิดใบหน้ากลั้นเสียงสะอื้นฮักเพราะกลัวว่าอีกคนจะรำคาญ


“มิสึรุ เป็นอะไร!!”สึโยชิตะโกนลนลาน มือเรียวคว้าทิชชู่วุ่นวายแล้วส่งให้ร่างเล็กที่ไม่ยอมเอื้อมรับ


“รำคาญมากใช่ไหม สึโยะจัง... ฉันมันน่ารำคาญมากเลย”คำพูดตัดพ้อที่สึโยชิอยากจะร้องไห้ตามเหลือเกิน


“ไม่หรอก ไม่น่ารำคาญ มิสึรุน่ะน่ารัก น่ารักที่สุดเลย น่ารักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยนะ”


“โกหก!!”มิสึรุฟังแล้วยิ่งสะอื้นหนัก ช้อนตามองอีกคนที่หน้าซีดเผือดอย่างน้อยใจ “สึโยชิอย่ามาหลอกกันเลย ฉันจะกลับบ้านแล้ว จะกลับบ้านนอกไม่มาอยู่เกะกะตาสึโยะจังแล้ว!!”


“ไม่เอาไม่ให้ไป!!”สึโยชิเอ่ยรั้นๆ ลูบผมนิ่มๆของคนก้มหน้าร้องไห้อย่างปลงตก ...สงสัยต้องใช้มาตรการสุดท้าย...


“รักมิสึรุนะ ถ้ามิสึรุไปสึโยะจังของมิสึรุจะอยู่ได้ยังไงล่ะ...”


ราวกับคำประกาศิต!! มิสึรุหยุดร้องไห้แทบจะทันที แม้ร่างบางยังคงสะอื้นสั่นแต่น้ำตาก็หยุดไหล ดวงตากลมๆเบิกโตคล้ายลังเลที่จะเชื่อ


“สึโยะจังโกหก!!”


“ไม่โกหกหรอก หยุดร้องนะคนดี แล้วขออะไรจะให้หมดเลย”เขาตบหัวคนน่ารักช้าๆ ทอดยิ้มอ่อนโยนจนคนมองใจสั่นไหว ดวงหน้าน่ารักนั้นขึ้นสีจัดแม้ดวงตาจะยังช้ำๆ


“สึโยะจัง... รักฉันเหรอ?”มิสึรุเอ่ยถามคล้ายไม่แน่ใจ ...และก็ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนและตาหวานเชื่อมเป็นคำตอบจนต้องก้มหน้าก้มตาจ้องถ้วยไอติมว่างของตนเอง


เอาเหอะ อย่างน้อยมิสึรุก็น่ารัก!!!สึโยชิเอ่ยปลอบใจตนเองแม้จะรู้สึกผิดอยู่มาก... เขาไม่ได้รักมิสึรุ และก็ไม่ได้รักยูยะด้วย... แต่ที่ทำนี่ก็เพื่อตัดปัญหา ปัญหาทุกอย่างรวมถึงปัญหาของเขาด้วย!! ขืนอยู่ต่อไปอย่างนี้ความมั่นใจในการเป็นฝ่ายรุกของเขาต้องพินาศแน่ๆ!! เขาจึงต้องตัดใจเลือกใครสักคนไป ...และมิสึรุก็น่ารัก... เขาเชื่อ ว่าสักวันเขาต้องรักมิสึรุได้แน่ๆ...


“ขออะไร... ให้จริงๆนะ?”เสียงถามเบาๆของมิสึรุที่สึโยชิฟังแล้วต้องเลิ่กคิ้วน้อยๆ ...แต่เด็กหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นแย้มรอยยิ้มกว้างแทบจะทันที เขาจับมือขาวๆนั่นมากุมไว้ ส่งตาหวานฉ่ำให้คนเสียเปรียบ ที่แทบจะมุดโต๊ะหนีด้วยความเขิน


“เคยโกหกมิสึรุด้วยเหรอ?”คำถามหวานๆที่คนพูดไม่ได้รู้สึกผิดสักนิด ทั้งๆที่เพิ่งโกหกมาแหม๊บๆ!!!


“งั้น... เอ่อ...”ร่างบอบบางตะกุกตะกัก หน้าแดงซ่านไม่เหลือพื้นที่สีขาวบนใบหน้า ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นอย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าช้าๆ... เอ่ยเสียงสั่นเทา “ทำให้ฉันเป็นของสึโยะจังได้ไหม...”


สึโยชิสำลักน้ำพรวดทันทีที่ฟังจบ!! เด็กหนุ่มตวัดมองคนใจกล้าที่ไวไฟเกินคาด ดวงตาเรียวกระพริบปริบๆพยายามประมวลผลความคิดตนเองอย่างรวดเร็ว
“อย่าเพิ่งดีกว่านะ มิสึรุ... ฉันว่ามันไวเกินไป...”
“รังเกียจฉันเหรอ สึโยะจัง”เสียงแทรกขึ้นมาแฝงแววตัดพ้อชัด สึโยชิล่ะอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะให้มันรู้แล้วรู้รอด
แถมหูแว่วเสียงสะอื้นฮักของคนข้างหลังก็ให้รู้สึกสงสารขึ้นมาเต็มกำลัง... เสียงนั้นไม่เบานักและมิสึรุก็น่าจะได้ยิน... แต่ที่ทำนี่... เฮ้อ... มันอยากเอาชนะกันชัดๆ!!!
ระหว่างที่ยังชั่งใจดวงตาเรียวๆก็เหลือบเหลียวไปทางด้านหลังพยายามจะมองหน้ายูยะชัดๆแต่ดันประสานสายตากับอีกคนซะได้... ดวงหน้าหล่อเหลาของหมอนั่นย่นยู่กว่าเคย แถมยังส่งสายตาคาดโทษมาทางเขาซะอีก!! อ๋อ!! จะหาเรื่องที่เขาทำยูยะร้องไห้งั้นเหรอ เดี๋ยวได้เห็นดีกันแน่นารุมิ!! ฉันจะให้หมอนั่นร้องไห้ยิ่งกว่านี้อีก!!!
สึโยชิที่บัดนี้ทิฐิครอบงำหันมาส่งยิ้มสดใสให้มิสึรุทั้งๆที่ในใจหงุดหงิดสุดขีด แค่เห็นหน้าหมอนั่นก็พาลอารมณ์เสียและปลุกความชอบเอาชนะในตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...
“งั้น... มิสึรุจะเลือกโรงแรมเองรึจะให้ฉันเลือกล่ะ?”“ฮึก ฮืออออ ฮือออออ”ยูยะร้องไห้เป็นเผาเต่าขณะลอบมองคู่รักคู่ใหม่เดินออกจากร้าน เด็กหนุ่มคว้าทิชชู่ที่นารุมิยื่นไห้แล้วซับนัยน์ตาบวมช้ำช้าๆ “เขาไปแล้ว นารุมิ เขาไม่รักฉัน”ร่างบางสะอึกสะอื้น โครงศีรษะไปมาด้วยแรงอารมณ์
ยิ่งมองนารุมิก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ดวงหน้าหล่อเหลาบูดบึ้ง ยื่นทิชชู่ให้อีกฝากอย่างส่งๆขณะที่ตนเองกลับไม่ยอมละสายตาจากร่างที่เพิ่งเดินออกไปแม้แต่น้อย...
แล้วก่อนที่ยูยะจะทันได้หยุดร้องไห้ ร่างสูงก็ลุกยืนขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว มือหนายื่นส่งให้ยูยะก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง
“ตามเร็ว!!”ไม่ว่าเปล่า ยังออกแรงฉุดลากยูยะไปตามทางแต่ยังไม่ลืมที่จะวางเงินค่าอาหารทิ้งไว้บนโต๊ะ
“เจ็บนะ!! เบาๆสิ จะไปไหนน่ะนารุมิ!!!”ยูยะร้องเสียงหลง รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณข้อมือที่โดนบีบแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันฟัง ร่างสูงจ้ำไปตามทางอย่างรวดเร็วไม่ยอมคลาดสายตาไปจากคู่ข้างหนาจนยูยะต้องถามซ้ำ จึงได้คำตอบที่ต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่.“ไปขัดขวางน่ะสิ ถามได้!!!”ถ้าถามว่าชอบมั้ย...คำตอบก็คือ ‘ไม่’
ถ้าถามว่ารักมั้ย......คำตอบก็คือ ‘ยิ่งไม่ใช่ใหญ่’
...แต่ถ้าถามว่าที่ทำไปน่ะเพราะอะไร...คำตอบก็น่าจะเป็น ‘หวง’ ‘ไม่ชอบใจ’ ...เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ..
“นารุมิ เหม่ออะไรอยู่น่ะ?”คำถามเบาๆปลุกเด็กหนุ่มให้หลุดจากห้วงคิด... ดวงตาคมตวัดกลับมามองคนที่เกาะชายเสื้อเขาแน่น ก่อนจะเบนกลับไปยังร่างสองร่างที่พวกเขาสะกดรอยตามมาตลอดเย็น...
.“สะ สึโยะจัง...ฉ...ฉันว่าเราเปลี่ยนใจกลับบ้านกันเถอะ”มิสึรุเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากระทันหันเมื่อมายืนอยู่หน้าโรงแรมหรูซึ่งอีกฝ่า ยเป็นคนเลือก ขาเล็กๆนั่นสั่นเทานึกกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ไม่เป็นไรน่า ...ไม่ต้องกลัว”ร่างโปร่งเอ่ยปลอบพลางกระชับฝ่ามือเพิ่มความมั่นใจให้คนข้างๆ ดวงตาคู่สวยจ้องมองร่างเล็กอย่างมีความหมายจนตากลมๆนั่นต้องเบือนหนีด้วยความขัดเขิน
มุมปากของสึโยชิกระตุกยิ้มเยือกเย็น เด็กหนุ่มหยุดยืนนิ่งอยู่แล้วเหลือบมองไปทางด้านหลังอย่างจงใจ... นัยน์ตาเรียวนั้นส่อประกายท้าทายยามสบเข้ากับคนที่จ้องมองนิ่งแบบไม่คิดจะซ่อนตัว ขายาวของอีกฝ่ายก้าวเนิบช้าออกมาจากมุมมืด... และนั่นยิ่งทำให้รอยยิ้มของคนชอบเอาชนะแย้มกว้างกว่าเดิม...
คิดว่าจะขวางได้ ก็ลองดู...
...นั่นเป็นคำพูดที่นารุมิอ่านได้จากปากบางๆของคนที่เดินหายลับเข้าโรงแรมไป...

“ยูยะ กลับบ้านไป!!”น้ำเสียงของนารุมิกึ่งจะตวาด ดวงตาคมสวยวาวโรจน์ขณะจับจ้องไปยังร่างโปร่งบางที่เดินหายลับเข้าโรงแรม ...ความรู้สึกยามนี้ยากจะบรรยายนัก... เขารู้แต่เพียงว่าโกรธ!! โกรธมาก!!
“ตะ แต่นารุมิ”ยูยะเอ่ยตะกุกตะกัก หน้าหวานซีดเผือดเมื่อยามเห็นสีหน้าของคนข้างๆ
“กลับไปก่อน ยูยะ”กระแสเสียงคราวนี้เด็กหนุ่มปรับให้มันนุ่มนวลลง แม้จะยังแฝงแววกรุ่นโกรธอยู่ใช่น้อย นัยน์ตาอ่อนแสงตวัดมองยังร่างบอบบางข้างๆ ฝืนยิ้มแหยๆแล้วลูบหัวเบาๆ “ไม่ต้องห่วงน่ะ ฉันจะช่วย ไม่ยอมให้สึโยชิกะมิสึรุเขา....เอ่อ....นั่นหรอก”


ตอนท้ายประโยคเขาเลี่ยงที่จะพูดตรงๆเพราะนัยน์ตากลมๆนั่นดูเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มที มือบางขยี้ตาช้าๆ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมามองนารุมิอย่างมีความหมาย...


“ไม่เอาหรอก ไม่อยากขัดขวางคู่รัก...”น้ำเสียงซึ่งขัดกับสิ่งที่สื่อออกมาทางแววตาไกลลิบเรียกให้นารุมิขยับยิ้มมุมปาก มือหนาขยี้ผมนุ่มนิ่มเบาๆแล้วเลื่อนริมฝีปากลงไปกรซิบที่ใบหู...


“ไม่ต้องห่วง... คู่รักก็แค่วันนี้เท่านั้นแหละ... เชื่อใจฉันเถอะ กลับบ้านไปก่อนนะ....เด็กดี”ว่าแล้วดวงหน้าหล่อเหลาก็ผละจาก นัยน์ตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับขณะหมุนตัวแล้วเดินจากไปช้าๆ...

.
ฝีเท้าของนารุมิชะงักลงที่หน้าโรงแรมที่คู่กรณีหายเข้าไปเมื่อครู่... ซุ้มประตูโค้งสลักลวดลายวิจิตรสูงกว่าห้าเมตรบ่งบอกถึงระดับของสถานที่ พื้นหินอ่อนสีขาวมันวับปูด้วยพรมสีทองทอดยาวไปจนถึงทางเท้า นัยน์ตาคมเรียวเหลือบมองผ่านๆ ก่อนจะหยุดลงที่ป้ายบอกชื่อโรงแรมซึ่งทำมาจากหินอ่อนตัดกับตัวอักษรสีทองสว่าง... และเพียงแค่อ่าน ก็ทำให้เด็กหนุ่มแย้มยิ้มกว้างอย่างถูกใจนัก...
.

“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”คำทักทายตามมรรยาทจากสาวสวยหน้าเคาท์เตอร์ เธออยู่ในชุดสูทเครื่องแบบประจำโรงแรมสีครีมขลิบน้ำตาล เรือนผมสีดำมัดรวบตึงเรียบร้อยจนเห็นใบหน้าสวยและรอยยิ้มหวานๆชัดเจน ดวงตาซึ่งแต่งด้วยเครื่องสำอางค์บางๆของเธอจับจ้องไปยังบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางชื่นชม...


เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าเฉยชาไร้อารมณ์เพียงยื่นนามบัตรใบหนึ่งให้เธอช้าๆ ท่วงท่าสง่างามแม้ว่าจะยืนเฉยๆทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก บวกกับเค้าหน้าหล่อเหลาที่เธอคุ้นตาอย่างประหลาดนี่อีก...


“ผมขอคุยกับผู้จัดการโรงแรมหน่อย”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนหญิงสาวเผลอขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ มือเรียวของเธอพลิกดูนามบัตรที่เพิ่งรับมาช้าๆ...


“รอสักครู่นะคะ...”หญิงสาวรีบพูดเมื่อเห็นว่านั่นเป็นนามบัตรมีลายเซ็นของผู้จัดการชี้ชัด ปลายนิ้วที่มีเล็บสั้นซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างประณีตกดปุ่มต่อสายไปยังห้องทำงานผู้จัดการ โดยยังไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าคมตรงหน้า


“ผู้จัดการเหรอคะ”เธอรีบพูดเมื่ออีกฝ่ายรับสาย “มีคนมาขอพบค่ะท่าน ตอนนี้รออยู่ตรงเคาท์เตอร์โรงแรม”


“เป็นเด็กผู้ชายม.ปลายค่ะท่าน ไม่ใช่คุณชายค่ะ ค่ะ ค่ะ ได้ค่ะ ค่ะ รับทราบค่ะ”


“ผู้จัดการไม่ว่างลงมารับสายค่ะ”หญิงสาวบอกหลังจากวางโทรศัพท์ คนฟังเพียงเลิ่กคิ้วบางๆ


“ไม่ว่าง? แล้วเขาไม่ถามเหรอว่าใครมาพบ?”นารุมิถามด้วยความหงุดหงิดนัก ตวัดมองไปทางโทรศัพท์ด้วยท่าทางไม่ค่อยชอบใจ


“ไม่ได้ถามค่ะ เอ่อ จะให้ต่อสายอีกรอบไหมคะ?”สาวสวยถามอย่างไม่แน่ใจนัก เธอเตรียมจะต่อสายอีกรอบแต่อีกฝ่ายกลับรีบปรามไว้ก่อน


“ไม่ต้องหรอก...”เด็กหนุ่มเอ่ยเนิบช้าแล้วควักมือถืออกมาจากกระเป๋า “เดี๋ยวเขาก็ต้องลงมาหาฉันเองล่ะ...”ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วร่างสูงก็ผละจากไปท่ามกลางความงุนงงของพนักงานสาวสวย...
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือปลุกให้เด็กหนุ่มหลุดจากห้วงภวังค์ ดวงตาคู่สวยเบนจากหนังสือเล่มหนาในมือก่อนจะเอื้อมคว้ามือถือขนาดกระทัดรัด...นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นจ้องมองชื่อคนโทรเข้า ...คิ้วสวยเลิ่กน้อยๆด้วยความแปลกใจ
“ฝนตกน้ำท่วมหรือไงเนี่ย คุณชายนารุมิถึงได้โทรมาได้”น้ำเสียงเย้าๆที่กรอกลงโทรศัพท์ติดจะกลั้วหัวเราะบ่งบอกถึงความสนิทสนม ปลายนิ้วเรียวขยับดันกรอบแว่นขึ้นช้าๆ มุมปากปรากฏรอยยิ้มละไม
“พอดีมีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อย”นารุมิเอ่ยตอบเสียงเครียดจนอีกฝากสายเบ้หน้า


“ช่วย? มีเรื่องอะไรที่คุณหนูตระกูลคาวามูระทำไม่ได้ด้วยเหรอ?”คำถามติดจะกระเซ้าเย้าแหย่จนนารุมิชักจะหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เด็กหนุ่มพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ช้าๆและควบคุมระดับเสียงไม่ให้ตะคอก


“ถ้าทำได้ฉันก็คงไม่โทรมาขอให้นายช่วยหรอก ทาคาโตะ!!”


“ครับบ แล้วมีเรื่องอะไรล่ะ?”ทาคาโตะหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นว่าคนอารมณ์แปรปรวนเริ่มจะสติขาดขึ้นมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติเพราะกลัวว่าคนเย็นชาไม่จริงนั่นจะบ้าตายไปเสียก่อน “ถ้ายากล่ะก็ คงไม่ช่วยฟรีๆหรอกนะ”แต่ประโยคที่เอ่ยคราวนี้เขาก็อดที่จะเอ่ยหยอกไปตามความคะนองไม่ได้ แต่ทั้งๆที่เป็นการแกล้งพูด...

“แน่นอน ฉันไม่ให้ช่วยฟรีๆหรอก”นารุมิพูดน้ำเสียงราบเรียบ ท่าทางจริงจังราวกับเอ่ยเจรจาทางธุรกิจ “เรื่องที่นายเคยขอให้ช่วย ฉันจะทำให้...”คำเอ่ยตกลงที่ทาคาโตะฟังแล้วแย้มรอยยิ้มกว้าง ร่างสูงเอนหลังพิงกับผนักเก้าอี้ก่อนจะเอ่ยกรอกเสียงสดใส
“งั้นมีอะไรก็ว่ามา ถ้าฉันทำได้จะทำให้...”
ร่างท้วมในชุดสูทสีกรมท่าวิ่งกระหืดกระหอบตรงมายังเคาท์เตอร์หน้าโรงแรมด้วยความเร็วที่มากที่สุดเท่าที่ขาจะอำนวย นัยน์ตาเล็กยิบหยีเพ่งพินิจไปทั่วเลาจ์อย่างค้นหาก่อนจะสะดุดตาที่ร่างสูงสง่าคุ้นตาที่แม้จะอยู่ในชุดนักเรียนเขาก็จำได้ดีนัก ขาสั้นรีบลากร่างของตนเองตรงไปยังเป้าหมายแล้วแย้มยิ้มกว้างที่สวยที่สุดเท่าที่เคยทำมา ...แม้มันจะดูฝืดฝืนเต็มที
“คุณคาวามูระจะมาทำไมไม่โทรมาบอกก่อนล่ะครับ ผมเลยเตรียมการไม่ทันเลย”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสั่นๆ รู้สึกอยากจะหลบสายตาคาดโทษของคนอ่อนกว่าเหลือหลาย


“ก็เมื่อกี้ให้พนักงานต่อสายไปแล้ว แต่คุณเป็นคนบอกว่าไม่ว่างเองไม่ใช่เหรอครับ คุณยามาดะ”น้ำเสียงของนารุมิเรียบเฉยแต่ทำให้คนฟังสะดุ้ง ยามาดะรีบปรับสีหน้าตนเองให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วแล้วจึงรีบวกไปเรื่องอื่น


“ผมให้เด็กจัดห้องสวีทอย่างดีไว้แล้วครับ เออ แล้วให้เตรียมไว้ให้คุณชายด้วยรึเปล่าครับ?”น้ำเสียงข้างหลังดูไม่แน่ใจนัก ดวงตายิบหยีเพ่งไปรอบๆกายร่างสูงคล้ายค้นหา


“วันนี้ไม่ได้มาเรื่องนั้น!!”นารุมิเอ่ยกระฟัดกระเหียดจนคนจ้องหน้าเจื่อน


ก็จะไปรู้ได้ไงล่ะว่าไม่ได้มาเรื่องแบบนั้น...ยามาดะบ่นในใจแม้จะปั้นหน้ายิ้ม ก็ปกติมาโรงแรมนี้ทีไรก็มาอยู่เรื่องเดียว...คือพาผู้หญิงไม่ก็ผู้ชายมาหาความสุข!!แถมปกติก็ชอบมากับคุณชายทาคาโตะแล้วเปิดคนล ะห้อง นี่ก็เห็นว่าหายหน้ากันไปพักใหญ่เขาก็นึกว่าเลิกไปแล้ว จู่ๆก็มาแบบนี้จะให้เขาคิดเป็นอื่นได้ไง!!
“แล้วคุณคาวามูระต้องการให้ผมช่วยอะไรล่ะครับ?
“ง่ายๆ... เอากุญแจห้องของเด็กผู้ชายสองคนที่เพิ่งเปิดห้องเมื่อกี้มาให้ฉัน”นารุมิเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบปกติแต่เล่นเอาคนฟังกลืนน้ำลายอึ กใหญ่ กำลังจะขยับปากปฏิเสธแต่พอเห็นสีหน้าร่างสูงยามนี้ก็ต้องจำใจเดินไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ให้อย่างเสียไม่ได้...
ขืนปฎิเสธพ่อคุณเขาสิ!! คุณชายทาคาโตะต้องเฉดหัวเขาออกจากโรงแรมแน่ๆ!! เพราะขนาดโทรศัพท์ที่โทรมาสั่งการเมื่อครู่ก็เล่นเอาเขาร้อนๆหนาวๆแล้ว คุณชายน่ะย้ำหนักย้ำหนาว่าถ้าคุณคาวามูระจะเอาอะไรก็ห้ามขัด!! แล้วลูกน้องอย่างเขาจะกล้ามีปากเสียงอะไรล่ะ...เป็นอะไรที่ตัดสินยากมากว่า ...ระหว่างคนนั่งรอกับคนอาบน้ำ... ใครลำบากใจกว่ากัน?
ร่างผอมบางของมิสึรุปล่อยให้น้ำจากฝักบัวรินไหลผ่านกายไปอย่างเชื่องช้า... ดวงหน้าขาวขึ้นสีก่ำแม้ว่าตัวจะเริ่มเปื่อยเนื่องจากยืนแช่น้ำมาเป็นระยะเวลานาน ริมฝีปากบางสั่นระริกด้วยความหนาวสะท้านแต่สองขากลับไม่กล้าก้าวออกไปจากห้องน้ำ... ทั้งๆที่เป็นคนชักชวนเองแท้ๆแต่กลับมากลัวเสียเอง... จะถอยหลังกลับก็คงไม่ได้... ไม่สิ... จะไม่ยอมถอยต่างหาก!!! คิดเพียงแค่นั้นสองมือก็เริ่มขัดถูร่างตนเองเป็นครั้งที่5 ในใจคิดหวังว่าจะให้ครั้งแรกไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง และ... ให้คนที่เขารักประทับใจบ้างแม้สักนิดก็ยังดี...
สึโยชินั่งกุมขมับอย่างอับจนหนทาง... จะหนีก็ไม่ได้จะรุกก็ไม่ดี ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนอื่นเขาจะไม่ลังเลใจเลยสักนิด ออกจะคุ้มด้วยซ้ำที่มีของดีๆโผล่มาให้ลิ้มลองฟรี แต่นี่กลับเป็นมิสึรุ!!! เพื่อนตั้งแต่เด็กของเขา ที่ตั้งแต่เกิดมา ไม่มีสักครั้งที่เขาจะคิดกับอีกฝ่ายเกินเลยไปจากคำว่าเพื่อน ...แต่นี่ก็มาไกลเกินกว่าจะถอนตัว... เพราะหากเขาหนีตอนนี้ คนที่จะเป็นฝ่ายอับอายขายหน้าก็คงจะเป็นมิสึรุ แต่จะให้รุกก็....
หาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆเลยเว้ย!!!
“สึโยะจัง”เสียงเรียกแผ่วหวิวเรียกให้คนคิดมากเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสองคู่สบประสานกันก่อนที่ร่างเล็กกว่าจะเบนหนีอย่างขวยเขิน กลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนร่างที่มีเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำคลุมกายเรียกให้สึโยชิกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ผมสีน้ำตาลอ่อนลีบลู่ลงระใบหน้ายังผลให้ดวงหน้าดูอ่อนหวานน่ามองขึ้นกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า ...จนคนที่เคยคิดมากเริ่มจะเคลิ้มๆไปตามอารมณ์ที่ก่อตัวบางเบา...


“มานี่สิ มิสึรุ...”ว่าแล้วร่างโปร่งก็ยืนมือไปด้านหน้า ส่งรอยยิ้มหวานกับประกายตาวาววามให้คนที่ทุกอณูของใบหน้าเป็นสีแดงจัด


เลยตามเลยละกันวะ!! สึโยชิบอกตนเองพลางใช้แววตาสะกดให้อีกคนทำตามอย่างว่าง่าย....


มือบอบบางสั่นระริกค่อยๆวางลงบนมือที่ยื่นรอไว้ช้าๆ นัยน์ตากลมหลุบต่ำ ไม่กล้าจะสบสู้คนฉวยโอกาสที่บัดนี้นำมือของเขาขึ้นไปจ่อกับริมฝีปากแล้วประทับจุมพิตลงเชื่องช้า... แม้จะเป็นเพียงแค่สัมผัสบางเบาก็ทำให้หัวใจดวงน้อยถึงกับสะท้านไหว...


ริมฝีปากอุ่นจัดค่อยๆเลื่อนไล่ไปตามข้อมือขาว กดเน้นย้ำจุมพิตหนักๆจนร่างเล็กผวาเฮือก ดวงหน้าเป็นสีแดงจัดยิ่งกว่าเคยเมื่อเผลอสบเข้ากับคนที่บัดนี้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้า...


สึโยชิออกแรงกระตุกเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ร่างของมิสึรุถลาเข้ามาเอนซบ แก้มนุ่มอิงแอบอยู่กับแผ่นอกกว้าง เด็กหนุ่มจะขยับผลักคนเอาเปรียบแต่ข้อมือกลับถูกกำรวบไว้อย่างง่ายดาย คางมนถูกช้อนให้เงยขึ้นเพื่อสบตาแม้เจ้าตัวจะยังคงเสเบือนไปทางอื่น ร่างโปร่งมองภาพนั้นอย่างเอ็นดูก่อนจะโน้มตัวลงไปแตะแผ่วๆที่ริมฝีปากแต่ยังผลให้อีกร่างเบิ่งตาโต


ยามแรกที่สัมผัสก็ให้รสชาติหวานๆ... รสสัมผัสนุ่มนวลที่สึโยชิต้องโน้มลงประทับซ้ำๆเพื่อความแน่ใจ เรียวปากบางค่อยๆบดเบียดหนักขึ้นแล้วแทรกปลายลิ้นร้อนตวัดหาความหวานภายใน...


กว่าที่มิสึรุจะรู้สึกตัวร่างของเขาก็นอนแนบไปกับฟูกนุ่ม ดวงตากลมๆยังดูมึนเบลอกับรสสัมผัสที่ถูกหยิบยื่นให้จนไม่รู้สึกตัวว่าเสื้อผ้ากำลังโดนปลดเปลื้องอย่างเบามือ เสื้อผ้าถูกโยนกระจัดกระจายไม่รู้ทิศและเจ้าของที่เคยสวมใส่ก็ไม่รู้ชะตากรรมตนเอง... สมองที่มึนเบลอนี้รับรู้แค่เพียงสัมผัสร้อนๆนี่ ที่ไม่ว่าจะลากไปยังทางใดก็ทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...


“อ๊ะ ฮึก ไม่เอา สึโยะจัง”มิสึรุปรามเสียงสั่นความหวาดหวั่นฉายระริกในดวงตา... เมื่อมือเรียวนั่นสัมผัสส่วนไวต่อความรู้สึก ปลุกปั่นอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน....เสียงห้ามจึงแฝงกระแสหวานหยดจนคนฟังแทบระงับอารมณ์ไม่ไหว


ริมฝีปากกดเม้มรอยไว้ทั่วแผ่นอกบาง โลมเลียไปทั่วทั้งร่างที่หวานฉ่ำอย่างพึงใจ บ้างขณะหันมาหยอกเอินยอดอกเล็กที่ชูชันจนมันแดงช้ำ แต่กลับเรียกเสียงครางกระเส่าจากร่างบอบบางเบื้องล่างได้เป็นอย่างดี นัยน์ตากลมนั่นมีน้ำคลอปริ่มหางตาจนแลดูเชื่อม...


“อือ สึโยะจัง...”น้ำเสียงเพรียกหวานที่สึโยชิตอบแทนด้วยการโน้มลงไปจุมพิตซ้ำ หยอกล้อลิ้นเล็กเกี่ยวกระหวัดรัดพันยั่วเย้าให้เคลิบเคลิ้ม สัมผัสหวานนุ่มนวลเพื่อจะให้ลืมเลือนสัมผัสต่อไปที่เขากำลังจะมอบให้...


“อ๊ะ เจ็บ ฮึก”เสียงปรามลั่นจากมิสึรุเมื่อนิ้วเรียวพยายามจะกดสอด ช่องทางต่อต้านรุนแรงจนสึโยชิต้องเอื้อมมอไปปลอบประโลมคนที่ตื่นตระหนกด้วยคำพูดหวานหู ...แต่จริงใจที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในคืนนี้...
“เชื่อใจฉันนะ ...มิสึรุ...”คำมั่นพร้อมกับร่างโปร่งโน้มลงไปจุมพิตหน้าผากแผ่วเบา.

ปัง!!! เสียงตบประตูดังลั่นทำให้ร่างสองร่างผละจากกันแทบไม่ทัน มิสึรุรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายอย่างลนลานขณะที่สึโยชิจ้องคนบุกรุกอย่างตะลึงพรึงเพริด!!!
“นี่ฉันมาขัดจังหวะรึเปล่าเนี่ย?”ร่างสูงพูดพลางเลิ่กคิ้วบางๆ ตีหน้าฉงนฉงายจนคนเห็นอยากจะลุกขึ้นไปชกสักทีสองทีถ้าไม่ติดว่าตกตะลึงไม่หาย!! โว้ยยย!!! มันก็เห็นๆกันอยู่ว่าขัดรึเปล่าเสือกถามมาได้!!!


มันจะเป็นมารขัขวางความสุขของเขาไปอีกนานเท่าไหร่วะเนี่ย ไอ้เลวนารุมิโว้ยยย!!!

.
สงครามเย็นก่อตัวขึ้นบางเบา... ฝ่ายหนึ่งคือเจ้าของดวงตาสงบเรียบเฉยแต่แฝงความไม่พอใจอยู่ลึกๆ ....ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจ้องคู่กรณีอย่างหมายมาดและไม่คิดจะเก็บงำความรู้สึก ....ดวงตาสองคู่สบประสานกันเป็นนานกว่าที่จะมีใครเอ่ยอะไรออกมา...


“แกเข้ามาได้ยังไง!!!”สึโยชิตะคอกอย่างฉุนจัด จ้องอีกฝ่ายเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแต่คนโดนจ้องเพียงแค่ไหวไหล่น้อยๆ นิ้วเรียวคีบคีย์การ์ดในมือชูร่อนไปมาคล้ายยั่วเย้าจนคนมองหน้าตึง


มันเอามาได้ไงวะ!! ก็ทั้งๆที่ห้องนี้มัน...


ดูเหมือนนารุมิจะอ่านสีหน้าปั้นยากของสึโยชิออก หน้าขาวซีดนั่นติดจะบูดบึ้งระคนตกตะลึงใช่น้อย และเขาก็พอจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไม?


วันนี้เองที่เขาเพิ่งจะรู้ว่าสึโยชิเป็นลูกชายของคุณวาคาบายาชิ ทาคุมิ ...หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัททาคาโตะมัน.... อีกอย่างโรงแรมนี้... คุณวาคาบายาชิก็เป็นคนดูแล.... ครั้งก่อนๆที่เขาไปบ้านมันก็เห็นว่าสภาพบ้านก็ธรรมดาๆ แถมไม่ได้เห็นคุณวาคาบายาชิแล้วจะไปรู้ได้ยังไง? อย่างที่ว่า...โลกนี้มันกลมจริงๆ!!


ดวงตาคมวาวจับจ้องหน้าขาวซีดที่เรียวปากบางอ้าพะงาบๆคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับพูดไม่ออก สายตาของร่างโปร่งเพ่งตรงมาที่เขา แล้วเหลือบๆไปข้างๆจนเขาต้องเบนสายตามองตาม....และก็พบกับร่างเปลือยเปล่าที่มีผ้าห่มคลุมอย่างหมิ่นเหม่ซึ่งเด็กหนุ่มฃเกือบลื มไปแล้ว... อ้า.... ลืมไปได้ยังไงนะ?


ไวเท่าความคิด ร่างสูงก้าวอาดๆเดินตรงไปยังร่างผอมเกร็งที่เปลือยเพียงท่อนบน นัยน์ตาสองคู่ประสานกันนิ่งก่อนที่นารุมิจะแย้มยิ้มมุมปากอย่างที่สาวๆหลายคนเห็นแล้วต้องเก็บไปฝัน ...แต่ถ้าถามสึโยชิ... เขาไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลย ให้ตาย!!


“จะนอกใจฉันเหรอ สึโยชิ?”คำพูดที่ถูกเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากเปื้อนรอยยิ้มเรียกให้คนฟังอ้าปากเหวอ สึโยชิกระพริบตาถี่ๆ ปรับอารมณ์ตามไม่ทันขึ้นมากระทันหัน


อะไรของมันวะเนี่ย!!



คำพูดที่ถูกเค้นอย่างยากลำบากแต่ไม่อาจออกมาเป็นคำพูดได้ เด็กหนุ่มได้แต่อ้าปากค้างความช่างเจรจาดูเหมือนจะถูกดูดหายไปสิ้น.... เพราะความประหลาดใจถึงสองครั้งสองคราทำให้สึโยชิปรับตามความรู้สึกไม่ทัน และกว่าจะตั้งสติได้... ปากนุ่มๆของใครคนหนึ่งก็โน้มลงมาประกบอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว.... ร่างผอมถูกกดลงบนเตียงอย่างง่ายๆ รสจูบคุ้นเคยทำให้สมองหมุนๆเผลอตอบรับสัมผัสไปตามปฏิกิริยาของร่างกาย ...และลืมไปสนิทว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในห้องด้วย...


“นะ...นี่มันอะไรกัน....”น้ำเสียงแผ่วหวิวสั่นพร่าคุ้นหูเรียกให้สึโยชิหลุดจากภวังค์ มือขาวผลักอกหนาของคนที่ทาบทับออกแล้วประเคนเท้าเสริมไปอีกที เด็กหนุ่มรีบผุดลุกขึ้น ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าดวงหน้าหวานของอีกคนใกล้จะร้องไห้เต็มแก่


“ไม่ใช่อย่างที่นายเห็นนะมิสึรุ ไม่ใช่!!!”สึโยชิแก้ตัวเป็นพัลวัน เด็กหนุ่มถลาไปหาร่างบางที่นั่งกอดเข่าซุกอยู่อีกฝากเตียงแต่ถูกกระชากกลับมาอย่างแรง ร่างของเขาลอยหวือก่อนจะล้มลงมานอนแน่นิ่งที่เตียงด้วยความตกตะลึง!!!


โว้ยยย อะไรกันนักกันหนาวะ!!!!


“จะอยู่ดูหนังสดงั้นเหรอ?”คำถามเรียบๆของนารุมิเจาะจงส่งให้มิสึรุ....แต่กลับเรียกให้อีกคนหน้าขึ้นสีตาม ปากบางจะตะโกนห้ามเพื่อนตั้งแต่เด็กไว้แต่ก็พูดไม่ออกเมื่อจูบร้อนๆกลืนคำพูดเขาไปจนหมด


ร่างบางก้าวลงจากเตียงช้าด้วยหัวใจที่ปวดร้าว.... มือเรียวเก็บเสื้อผ้าที่ตกกระจัดกระจายตามพื้นอย่างรวดเร็วแม้จะมีน้ำตาอาบหน้า ดวงตาแดงก่ำนั้นส่งแววปวดร้าวมาให้สึโยชิครั้งสุดท้ายก่อนจะวิ่งจากไปและไม่หันกลับมาอีก...



โว้ยยย มิสึรุ กลับมา!!! กลับมาช่วยกันก่อนสิวะ!!! สึโยชิได้แต่ตะโกนในใจแม้จะรู้ว่าไม่มีวันส่งไปถึงอีกคนที่วิ่งฉิวออกไปจากห้องแล้ว...


“เหลือเราสองคนแล้วนะ”นารุมิว่าเรียบๆ ปลายจมูกโด่งก้มลงซุกไซร้ลำคอขาวที่เจ้าของเบ้หน้าด้วยความคับแค้น


แกนะแก นารุมิ!!! สึโยชิคาดโทษ ส่งสายตาเชือดเฉือนให้ไอ้คนที่สาละวนอยู่กับร่างกายเขาแล้วจึงถองด้วยเข่าหนักๆสักที ...แต่ร่างเบื้องบนกลับหลบอย่างรู้แกว!!!
“มุขเก่าๆน่ะสึโยชิ ...ของมันเคยๆกันอยู่...”ประโยคสุดท้ายเด็กหนุ่มจงใจกระซิบข้างหูจนคนฟังขนลุกซู่ หน้าขาวแดงก่ำด้วยความอับอาย แล้วก็ต้องขึ้นสีเรื่อยิ่งกว่าเดิมเมื่อมือเรียวนั่นสัมผัสส่วนไวต่อความรู้สึกที่มันตื่นตัวมาตั้งแต่ตอนมิสึรุแล้ว....
“เป็นขนาดนี้เชียวเหรอ...”คำเย้าที่คนพูดก็น่าจะรู้แก่ใจดีว่าเขาไม่ได้เป็นเพราะสัมผัสมัน ...แต่สึโยชิก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก... เพราะไอ้คนเบื้องบน... หยั่งกะมันรู้ใจไปหมดว่าสัมผัสส่วนไหนถึงทำให้เขารู้สึกดี... “ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นก็ได้น่ะ... ฉันจะทำให้นายรู้สึกดีกว่าที่นายรู้สึกกับเด็กนั่นอีก...”คำพูดตรงๆกับนัยน์ตาพราวระยับเรียกให้แก้มสึโยชิขึ้นสีก่ำด้วยความโก รธปนอาย จะขยับหนีร่างกายก็เกิดหมดแรงทรยศเอาดื้อๆ!!!
โว้ยยย นี่เขาจะไม่มีวันชนะมันเลยใช่ไหมนี่!!!
...ครั้งที่ 1 ก็ยังพอว่า... ...ครั้งที่ 2 ก็ยังอาจจะพอถูไถไปได้ว่าคงเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ....
แต่นี่มันครั้งที่ 3 แล้วนะโว้ย!!! มันคงไม่วูบบ่อยๆหรอก!!!
ยิ่งคิดสึโยชิก็ยิ่งพาลหงุดหงิด ดวงตาเรียวเหลือบมองหน้าหล่อๆของคนที่นอนหลับพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้างๆ ความเครียดของเด็กหนุ่มสะสมจนแลเห็นเส้นเลือดปูดโปนบริเวณขมับ ...แล้วเพียงอีกฝ่ายขยับกายแผ่วเบา เส้นเอ็นบริเวณเท้าของคนนั่งมองก็เกิดอาการกระตุกกระทันหัน
แค่ออกแรงนิดหน่อยร่างของนารุมิก็ถูกยันจนกลิ้งตกเตียง คนที่เคยหลับสะดุ้งตื่นกระทันหัน แผ่นหลังกว้างกระแทกพื้นจนจุกแอ้ก ยังดีที่คว้าผ้าห่มไว้ทันหัวจึงไม่ฟาดพื้น!!
นารุมิยังไม่ทันตั้งตัวดีขาของใครคนหนึ่งก็ย้ำซ้ำบริเวณที่เคยมีศีรษะของเขากองอยู่ เด็กหนุ่มเบี่ยงหลบเฉียดฉิวแล้วใช้มือกระชากขาที่ย่ำลงมาสุดแรง สึโยชิที่โดนดึงขาจนเสียการควบคุมหงายหลังตกบนเตียงกว้าง และนั่นเป็นโอกาสให้อีกฝ่ายรีบเผ่นไปอยู่อีกฝั่งเตียง
“นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย สึโยชิ!!!”นารุมิตะโกนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก เด็กหนุ่มรู้สึกโมโหอยู่กรุ่นๆเพราะโดนปลุกขึ้นมากระทันหันด้วยวิธีการที่ห่างจากคำว่านุ่มนวลไปไกลโข
“ยังมีหน้ามาถามอีกว่าเป็นอะไร!!! แล้วเมื่อคืนแกทำอะไรไว้ล่ะวะ!!!”สึโยชิที่ตั้งหลักได้กระโจนข้ามเตียงแล้วส่งลูกถีบขาคู่ให้คนที่กระโดดหลบได้เฉียดฉิว ในเมื่อป้าหมายไม่อยู่ร่างของเขาก็ปะทะเข้ากับอากาศวืดเบ้อเร่อ แต่เด็กหนุ่มก็ตั้งหลักได้อย่างสวยงามสมกับที่เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ ร่างโปร่งใช้เข่ากับขาพยุงร่างที่ร่วงไม่ให้เซถลา แถมยังส่งสายตาคาดโทษไปให้คนที่มองมาทางเขาอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
“หนอย!!! ปากก็บอกว่าไม่พิศวาสๆ!!! ไอ้เลวนารุมิเอ้ย วันนี้แกกับฉันอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลย!!!!”ว่าแล้วมือขาวก็กระชากโคมไฟจนปลั๊กกระเด็น ออกแรงส่งจนมันลอยหวือข้ามห้องใส่อีกคนที่ก้มหลบอย่างสยอง สมองที่เคยแล่นอยู่ตลอดเวลาของนารุมิดูเหมือนจะตื้อตันชั่วขณะหลังจากโดนการใช้กำลังอย่างติดต่อกันของคนที่อารมณ์ปะทุเดือด
“เฮ้ย!! ก็ยูยะเขาเห็นนายเข้าโรงแรมกับมิสึรุเลยให้ฉันมาขัดขวาง ...ฉันก็ทำสิ!!”นารุมิแก้ตัวพัลวันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต แขนขวายกขึ้นป้องลูกเตะที่อีกฝ่ายส่งมาให้ซึ่งมันมีกำลังมากพอจะทำให้เขาสลบได้ในที่เดียว
“เป็นคนดีจริงๆ!!!”สึโยชิประชดประชัน ออกแรงส่งหมัดจนมันปะทะเข้ากับสีข้างของคนที่ป้องไม่ทันจังเบ้อเร่อ “มาขัดขวางมิสึรุแล้วตัวเองก็ทำซะเอง... ยูยะรู้คงจะสรรเสริญสุดยอด!!!”
“นายคงยังไม่ลืมหรอกนะว่าคราวที่แล้วจะจับฉันกดน่ะ...”นารุมิพูดเรื่อยๆคล้ายหาเหตุผลให้การกระทำที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะ ไร...
รู้แต่ว่าเห็นสึโยชิอยู่ในสภาพนั้นแล้ว.... โกรธ... โกรธอย่างบอกไม่ถูก...
ชั่วขณะเดียวที่นารุมิจมอยู่ในห้วงคิด.... เหตุผลของเด็กหนุ่มที่ไม่เข้าหูสึโยชิยิ่งผลักดันให้อารมณ์กรุ่นโกรธปะทุหนัก แรงอารมณ์ที่ระบายออกมาไม่ได้ถูกส่งมาในลูกเตะสุดท้าย...
ท่าเตะอันสวยงามเป็นภาพสุดท้ายที่นารุมิเห็นก่อนที่สติจะขาดหาดวงตาคู่คมกระพริบซ้ำๆพยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่าง อาการปวดบริเวณต้นคอแล่นจี๊ดไปถึงสมอง ดวงหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งขณะพยายามนอนนิ่งๆเผื่ออาการปวดจะทุเลาลงบ้าง...
“ฟื้นแล้วเหรอ?”น้ำเสียงสดใสถามสัพยอก หน้าขาวชะโงกมาดูนารุมิที่ได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้... เห็นแล้วก็พาลให้คนมองยิ่งแย้มยิ้มกว้างกว่าเก่า “เป็นไงบ้าง? ดีขึ้นรึยัง?”แม้จะเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใยแต่ใบหน้านั้นกลับเปื้อนรอยยิ้มสนุกสนาน ดวงตายิบหยีทำกระพริบถี่ๆมองเขาด้วยท่าทางน่าเอ็นดูแต่นารุมิรู้ชัดว่าอีกฝ่าย จงใจกวนตีน!!!
ดูเหมือนว่าการที่เตะนารุมิจะสลบเหมือดจะทำให้สึโยชิอารมณ์ดีขึ้นมาก เพราะถึงแม้เด็กหนุ่มจะไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ถือคติว่าแค้นต้องชำระ!!!


“นอนเฉยๆไปก่อนเหอะ มันเคล็ดๆแปปเดียวเดี๋ยวก็หาย...”สึโยชิบอกคนที่พยายามขยับตัวส่งๆโดยที่ตัวเขาเองก็กำลังเขียนอะไรง่วนอยู่ ร่างสูงได้แต่นอนนิ่งอย่างจำใจ นึกคาดโทษเจ้าของลูกเตะอย่างมาดหมายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้...


“นี่...ถามอย่างดิ่...”เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดบันทึกเล่มเล็ก คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิดขณะจับจ้องนารุมิที่ทำสีหน้าไร้อารมณ์
“นายรักยูยะจริงรึเปล่า?”


คำถามกระแทกลงกลางใจจนคนเย็นชาสะดุ้งวาบ! แสร้งมองคนถามท่าทางขุ่นเคืองกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆที่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร...


“ถามทำไม?”คำถามย้อนกลับที่สึโยชินิ่งคิด จดอะไรขยุกขยิกในสมุดอีกสอง-สามคำแล้วจึงเงยหน้าขึ้นตอบ


“เพราะฉันมีแผนน่ะสิ...”


“แผนอะไร?”นารุมิมองไปยังคนเจ้าแผนการที่บัดนี้แย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างผอมโปร่งเขยิบเข้ามาใกล้ๆก่อนจะยื่นสมุดมาให้เขาที่รับมาอย่างงุนงง


เพียงแค่กวาดตามองบรรทัดแรกตาคมก็เบิ่งกว้างกว่าเดิมเกือบเท่า มือหนารีบพลิกเปิดหน้าถัดไปอย่างรวดเร็วและมีอันพูดไม่ออกไปพักใหญ่


“ก็เพราะนายน่ะมันจีบไม่ได้เรื่องยูยะเขาถึงได้หันมาชอบฉัน ฉันพูดผิดไหมล่ะ?”สึโยชิทิ่มตรงจุดตายเล่นเอาคุณชายนารุมิได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ มือเรียวรีบกระชากสมุดคืนก่อนจะเอนหลังนอนข้างๆนารุมิที่บัดนี้ปั้นหน้าแหยๆ


“ตกลงนายชอบยูยะรึเปล่า?”คำถามเดิมที่ก่อให้เกิดความเงียบโรยตัวเชื่องช้า...


“รัก...”คำตอบแผ่วเบาและอ่อนไหวคล้ายสายลมพัดผ่าน... แต่กลับทำให้สึโยชิใจโหวงๆพิกล


“งั้นก็ดี!!!”สึโยชิลุกพรวดพราด เด็กหนุ่มพยายามฝืนปั้นรอยยิ้มกว้างทั้งที่ใจมันหวิวๆแต่ก็ยังแข็งใจพูดต่อให้จบประโยค...


“ไปเดทกัน!!!”.







....จะว่าเป็นเดทก็ไม่เชิงนัก...


น่าจะเรียกว่า... คอร์สสอนเดทและการจีบสาวหลักสูตรเร่งรัดฉบับใช้งานได้จริง!!! โดยผู้สอนที่มีคุณภาพ ปรมาจารย์แห่งการจีบหญิง วาคาบายาชิ สึโยชิ!!!


ข้อควรปฎิบัติที่อาจารย์คนเก่งเขียนลิสต์มาให้ยาวพรืดกินเนื้อที่สมุดไปเกือบสิบหน้า เริ่มตั้งแต่ทักษะการยิ้ม การพูดจา และการวางตัวที่พ่อเจ้าประคุณเริ่มไล่ให้เขาอ่านพร้อมทั้งบรรยายประกอบ


“อย่างแรกที่นายต้องปฏิบัติกับยูยะนะคือห้ามดุ!! ห้ามตะคอก!! ห้ามทำตาขวาง!!! ตราบใดที่นายยังคิดจะเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนล่ะก็ ไอ้ของพวกนี้ห้ามเด็ดขาด!! อ๋อ... นอกจากนายอยากจะเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นพ่อนั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง!!”คำสอนเสียงใสที่นารุมิฟังแล้วหน้าตึง ตวัดนัยน์ตาคมกริบมองไอ้คนที่ยังบรยายไม่หยุดปากราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


ยิ่งเห็นสายตาวาววับอย่างโกรธๆของนารุมิ สึโยชิยิ่งย่ามใจ เรียวปากบางแย้มยิ้มกว้างส่งให้คนที่ได้แค่มองแต่ไม่สามารถทำอะไรเขาได้...


ไอ้ที่เขามานั่งสั่งสอนให้นารุมิฟรีๆนี่ก็ผ่านการคำนวณผลได้ผลเสียมาแล้วหลายรอบ!!! เพราะตอนนี้ศึกในเขายังแก้ไม่ตก เลยไม่อยากก่อศึกนอกให้ชวนปวดหัวซ้ำ!!! แล้วอีกอย่าง... ยุ่งกับไอ้เลวนารุมิก็ได้ไม่คุ้มเสีย!! เปลืองเนื้อเปลืองตัวสุดๆ!! แล้วยุ่งกับยูยะยิ่งแล้วใหญ่ นารุมิมันก็หวงหยั่งกะอะไรดี!!!


แล้วด้วยสมองอันชาญฉลาดที่สึโยชิภูมิใจหนักหนาก็มองเห็นทางรอดอยู่ลิบๆตา... ใจจริงเขาก็ไม่ได้พิศวาสยูยะอะไรนัก ที่คอยจีบๆนี่ก็แค่จะยั่วนารุมิให้อารมณ์เสียเล่น แต่เล่นไปเล่นมามันชักจะเลยเถิด... เขาเลยตัดสินใจตัดไฟซะตั้งแต่ต้นลม!! ในเมื่อนารุมิมันทั้งรักทั้งหวงยูยะราวกับจะทูนขึ้นหิ้งก็ช่วยเป็นพ่อสื่อให้มันจะได้จบๆเรื่อง!!! นี่ถ้ามันจีบยูยะได้เองเขาคงไม่ต้องมานั่งปวดกบาลอย่างนี้หรอก แถมมิสึรุนี่อีก.... เฮ้อ... ไม่รู้กลับบ้านจะแก้ตัวยังไง... แต่กับมิสึรุเขาไม่อยากเสียเพื่อนไปเลย... ถึงจะยังอยากขวางทางรักของไอ้นารุมิด้วยความหมั่นไส้ก็เถอะ!!! แต่ขืนเขายังทำจีบยูยะอีกเรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ๆ!!


อีกอย่าง... ถ้าสายตาเขาไม่ผิดพลาด... ยูยะก็ไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย สายตาของยูยะออกจะเอนไปทางชื่นชม ปลื้ม คลั่งไคล้เสียมากกว่า!! เอาวะ ผูกเองก็คงต้องแก้ปมเองล่ะวะ!!!

.
“เป็นอะไร ถอนหายใจอยู่นั่นแหละ”นารุมิตวัดเสียงถามอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าที่อาจารย์นั่งถอนหายใจมาพักใหญ่ เสียงเรียกของเขาเพียงเรียกให้ฝ่ายนั้นเบนสายตากลับมา ก่อนจะถอนหายใจอีกเฮือก


“ศึกษาไปถึงไหนแล้ว?”สึโยชิถามพลางยันตัวลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ “พร้อมปฏิบัติจริงรึยัง?”


คำบอกที่นารุมิฟังแล้วถึงกับสะดุ้ง เหลือบมองอาจารย์คนใหม่ที่ทอดสายตาแฝงความนัยน์มาทางเขาอย่างชวนสยอง...


ถ้าถอนตัวตอนนี้จะยังทันไหมเนี่ย!!!

.
สองหนุ่มไปตั้งหลักกันที่ชินจูกุ ...เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดาและเสื้อผ้าที่สวมตัวก็เป็นชุดนักเรียน จึงจำต้องเข้าร้านเสื้อผ้าอย่างช่วยไม่ได้


สึโยชิจงใจเข้าร้านเสื้อผ้าที่ค่อนข้างซอมซ่อที่สุดเท่าที่จะหาได้ นัยน์ตาพราวระยับจับจ้องดวงหน้าหล่อเหลาที่ดูไม่พึงใจด้วยความสนุกสนาน ปกติเขาเห็นว่านารุมิแต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า แค่เครื่องแต่งกายบางครั้งก็ปาเข้าไปเกือบแสนเยน!! เห็นแล้วบางครั้งก็นึกเสียดายและอิจฉาเป็นบ้า!!


หลังจากซื้อเสื้อผ้าที่ถูกที่สุดเท่าที่นารุมิเคยซื้อมาเสร็จเรียบร้อย เด็กหนุ่มก็โดนสึโยชิลากเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดเพื่อจัดการกับเสียงท้องดังโครกครากที่ดังระงมไม่หยุดของทั้งคู่


“ปกติทำหน้าบึ้งงี้ตลอดเลยเหรอ...”หลังจากที่สึโยชิเขมือบเบอเกอร์เสร็จไปห้าชิ้นก็เริ่มจัดการหันเหตนเองเข้าสู่บทเรียน เด็กหนุ่มพินิจคนตรงข้ามที่บัดนี้หน้างอกว่าเก่า “จะบอกให้นะ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่ชอบคนทำหน้ายุ่งทั้งนั้นน่ะแหละ!!!”


ถ้อยคำกึ่งจะด่าที่คนโดนว่าแค่นยิ้มรับ นารุมิกล้ำกลืนความหงุดหงิดอย่างยากเย็นพยายามฝืนยิ้มมุมปากส่งให้คนที่บัดนี้ขมวดคิ้วยุ่ง


“ไหนยิ้มสิ”คำสั่งที่นารุมิปฏิบัติตามอย่างปลงๆ


มุมปากสวยค่อยๆกระตุกอย่างยากเย็น ดูฝืดที่สุดในชีวิต...
“ยิ้มไม่ใช่ยกมุมปาก!! ยิ้มใหม่ ขอแบบ ตาไปด้วย... ตาหวานๆน่ะทำเป็นมั้ย?”คำสั่งชุดใหม่ที่นารุมิต้องแค่นยิ้มกว่าเก่า


“ก็บอกว่ายิ้ม ยิ้มสวยๆน่ะ!!”


โว้ยย ก็คนอารมณ์ไม่ดีมันจะไปยิ้มได้ไงวะ!!! นารุมิตะโกนในใจแต่ไม่อาจจะพูดออกมาได้ ได้แต่ฝืนยิ้มบางๆแม้ว่าจะหงุดหงิดเต็มที ...เขาไม่อยากมีปัญหากับสึโยชิเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคอร์สนี้ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปคงได้มีการวางมวยอีกรอบ...


“หัวทึบจริง!!”สึโยชิสบถพำ แล้วร่ายยาวทฤษฏีว่าด้วยการยิ้ม ก่อนจะสาธิตส่งท้าย


“ยิ้มน่ะ เวลาจะส่งให้คนที่เรารักเราชอบก็เอาให้มันดูจริงใจหน่อย!! อย่าไปทำยิ้มเยาะ ยิ้มเหยียดหยามแบบนาย รอยยิ้มหวานๆน่ะทำเป็นมั้ย!!! อย่างเช่นไอ้ตอนที่.... ตอนที่นายหลอกผีฉ..”พูดไม่ทันจบก็ต้องหุบปากสนิทเพราะดันเผลอโพล่งไอ้เรื่องที่ควรจะลืมไปซะได้ แถมนารุมิที่ดูเอื่อยๆบัดนี้ก็เริ่มเงี่ยหูฟังแถมยังแย้ม....รอยยิ้มสดใส...


โว้ยย ทีอย่างนี้ล่ะทำได้!!! แล้วตูจะเผลอใจเต้นไปทำไมวะเนี่ย!!!


สึโยชิอยากจะเอาหัวโขกพื้นดับอารมณ์ชั่ววูบของตัวเองนัก แค่อีกฝ่ายโปรยยิ้มนิดเดียวก็ดันเผลอหวั่นไหวซะแล้ว!!


“ชอบให้ฉันยิ้มแบบนี้เหรอ?”นารุมิถามพลางเท้าคางมองคนที่หน้าขึ้นสีก่ำด้วยความสนุกสนาน เอ่ยยั่วเย้าแม้จะรู้ว่าอีกคนคงจะเขินเพราะเผลอพูดเรื่องที่ตัวเองดันเผยไต๋ให้เขารู้ได้ว่ากลัวผี!!


“ไปต่อ!!!”สึโยชิตัดบทเอาดื้อๆแล้วลุกพรวดขึ้น ก้าวเดินฉับๆออกจากร้านทิ้งให้นารุมินั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว


.
ทั้งคู่หยุดยืนหน้าโรงหนัง... ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งก่อนที่ร่างโปร่งจะยักคิ้วล้อเลียนแล้วลากลูกศิษย์เข้าไปภายใน สึโยชิสอดส่ายสายตาไปรอบๆด้านแล้วหยุดยืนอยู่หน้าโปสเตอร์โฆษณาหนังที่เรียงต่อกันเป็นแพยาว...


“ถ้าเดทกัน...ดูหนังนี่แหละเป็นอะไรที่ง่ายๆแต่กินใจ!!!”


“อย่างแรกนะ... ให้ถามยูยะก่อนว่าอยากดูเรื่องอะไร?”ปากบางๆพร่ำพูดเรื่อยๆพร้อมนัยน์ตาพราวระยับ ตวัดกลับมามองร่างสูงกว่าอย่างสนุกสนานแล้วตบหลังป้าบใหญ่


“แล้ว...ดูนะ... มันจะมีสองกรณีศึกษาให้ดี...กรณีแรก...ยูยะอาจจะพูดตรงๆว่าอยากดูเรื่องอะไร ถ้าเขาบอกมาก็ทำตามไปเลย แต่อีกกรณี ดูดีๆ!!”


ว่าแล้วสึโยชิก็จัดแจงเอาผมทัดหู หน้าขาวๆก้มนิ่งแล้วแสร้งช้อนตาขึ้นมองอีกคนด้วยท่าทางขัดเขิน อากัปกิริยาเปลี่ยนแปลงฉับพลันที่นารุมิมองแล้วกระพริบตาปริบๆ ...ดูน่าสยดสยองมากกว่าน่ารัก!!


“ถามสิวะว่าอยากดูเรื่องอะไร!!”สึโยชิพูดเสียงเบารอดไรฟันแม้จะยังคงยิ้มกว้าง เสียงเรียกที่ปลุกนารุมิให้ตื่นจากความงุนงงก่อนจะฝืนถามเสียงแห้งเจือกระแสขนลุก


“อยากดูเรื่องอะไร?”เด็กหนุ่มถามเรียบๆตามบท พยายามสะกดเสียงหัวเราะไว้เมื่อเห็นอีกคนทำท่าบิดไปมา


“แล้วแต่นารุมิแหละ...”เสียงที่บีบให้เล็กขณะที่ตาเรียวเหลือบไปมองโปสเตอร์หนังแผ่นหนึ่ง และนั่นก็ทำให้นารุมิถึงบางอ้อ...


“งั้นดูเรื่องนี้ละกันนะ...”ลูกศิษย์หัวใสไหลตามน้ำ มือหนาเอื้อมคว้ามือของคนที่สวมบทบาทสมมุติขึ้นมาจนเจ้าของมือต้องช้อนตาขึ้นมอง ดวงตาสองคู่สบประสาน... คู่หนึ่งหวานฉ่ำเพราะบทส่ง ขณะที่อีกคนซึ่งควรจะหวานตอบ...กลับลอบกลืนน้ำลายแล้วหลบสายตาอย่างรวดเร็ว


“เออ!!! จะทำก็ทำได้นี่หว่า”ว่าแล้วสึโยชิก็หัวเราะแก้เก้อแล้วตบไหล่นารุมิป้าบใหญ่ คนเขินแสร้งหัวเราะลั่นแล้วร่ายทฤษฎีกลบเกลื่อน “เราต้องหัดสังเกตสายตาของเขาด้วย... เวลาอยากดูเรื่องไหนพวกผู้หญิงเขาจะชอบมองไปทางเรื่องนั้นบ่อยๆแต่ไม่ชอบพูด...”พูดเองก็หลบตาเองจนคนฟังต้องเลิ่กคิ้ว ขยับปากจะถามแต่กลับโดนแทรกขึ้นกลางคัน...
“ปะ ไปฝึกในโรงหนังต่อ!!”ว่าแล้วร่างโปร่งก็แล่นฉิวไปทางที่ขายตั๋วทิ้งให้นารุมิมองตามอย่างงุนงง


เอาวะ ตามน้ำก็ตามน้ำ!!!
.


แม้จะเป็นการฝึกสอนเดท... แต่การจะให้ผู้ชายสองคนไปดูหนังรักกันก็ออกจะเป็นอะไรที่....ยิ่งกว่าคำว่าทำใจลำบาก....


ถ้าเกิดสลับจากสึโยชิเป็นยูยะหรือมิสึรุมันก็อาจจะพอกล้อมแกล้มว่าเป็นคนรักไปได้อยู่หรอก... แต่กับเขามันเป็นอะไรที่เกินกว่าคำว่าน่ารักไปไกลโข!!! บวกกับส่วนสูง176 ซม.ของเด็กหนุ่มที่ถือว่าสูงเอาเรื่องก็ยิ่งทำให้เขาค่อนไปทางเท่ห์มากกว่าน่ารัก!!! แล้วจะให้เขามานั่งดูหนังรักกะไอ้นารุมิเนี่ยนะ? ฝันไปเหอะ ไม่มีวันซะหรอก!!!


“ฉันว่านะ... อย่าดูหนังรักเลย...จั๊กจี้ว่ะ”สึโยชิว่าตรงๆพลางเกาหัวแกรก ยิ่งพอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่แสดงความเห็นใดก็ยิ่งทำให้เก้อหนัก “หรือว่านายอยากดูเพื่อความสมจริง?”


เด็กหนุ่มถามน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก... แต่นารุมิเพียงปรายตามองก่อนจะตีหน้าเรียบเหมือนปกติ


“ฉันไม่ชอบดูหนังรัก”ร่างสูงตอบเรียบๆ เบนสายตากวาดไปรอบๆแล้วหยุดอยู่ที่โปสเตอร์ด้านหลังสึโยชิจนเด็กหนุ่มต้องเหลียวมองตาม...


แต่ยังไม่ทันจะเห็นชัดตาเรียวรีก็ดันสะดุดอยู่ที่โปสเตอร์สีแดงเหลือบเขียวเงาวับสะท้อนสายตายิ่งนัก.... ภาพนักรบโบราณกวัดแกว่งดาบในมือโดยมีแบ็คกราวด์ประกอบเป็นรูปศพยิ่งทวีความดึงดูดใจให้สึโยชิตะลึงค้างกว่าเดิม ร่างโปร่งกระพริบตาปริบๆก่อนจะหันกลับไปทางนารุมิอย่างรวดเร็วแล้วแย้มยิ้มเป็นเด็กๆ


“ดูเรื่องนี้กัน!!”คำชวนเสียงใสกว่าปกติที่นารุมิฟังแล้วต้องกลั้นยิ้ม


“หนังไร้สาระ...ฆ่ากันทั้งเรื่อง...”คำวิจารณ์ที่เรียกเอาสึโยชิหุบยิ้มหน้างอสนิททันที ท่าทางสดใสเมื่อครู่มลายวับแล้วจ้องอีกคนอย่างเอาเรื่อง


“ดูหนังก็เอามันส์สิวะ จะเอาสาระก็กลับไปอ่านหนังสือโน่น!!”


“เพราะมีคนคิดอย่างนายเยอะแยะน่ะแหละอะไรๆมันถึงไม่ค่อยเจริญ...”คำพูดเรียบเฉยแต่กลับปลุกให้สึโยชิเต้นเร่า มือขาวกำจนขึ้นข้อเกร็งแน่นเพราะต้องฝืนตัวเองไม่ให้ต่อยคนในที่สาธารณะ


“แล้วไหนล่ะหนังที่ผู้เจริญจะพึงดูกันล่ะครับ? คุณชายจะช่วยสอนคนโง่ๆอย่างผมหน่อยได้ไหม?”คำประชดประชันที่มาพร้อมกับยิ้มฝืดฝืนเต็มที่ นารุมิกลั้นยิ้มสุดความสามารถก่อนจะตีหน้าเฉยยิ่งกว่าเดิมแล้วชี้ไปที่โปสเตอร์ด้านหลังสึโยชิ...


“เรื่องนี้น่ะนะ!!! น่าเบื่อตาย ไม่เอาด้วยหรอก!!”สึโยชิยืนกรานเสียงแข็งเมื่อเห็นโปสเตอร์เป้าหมายของคุณชายคาวามูระ “หนังนักรบฉันยังน่าดูกว่าตั้งเยอะ!!”


“ถ้าวัดตามระดับสมองนายก็อาจจะใช่มั้ง?”นารุมิยังแหย่ด้วยความสนุก ยิ่งเห็นอีกคนโกรธจนตาลุกเป็นไฟก็ยิ่งชอบใจอย่างบอกไม่ถูก


“งั้นก็แยกกันดู!!”ร่างโปร่งสรุปกระฟัดกระเฟียด ขยับจะผละไปแต่คนไวกว่าคว้าข้อแขนไว้ทัน


“ไหนบอกว่าเราจะฝึกกันไง? ไม่เข้าคอร์สต่อแล้วเหรอ?”นารุมิแสร้งตีหน้าซื่อ แต่ดูท่าว่าอีกคนจะโกรธจนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น


“ถ้าไม่ดูเรื่องนี้ฉันก็ไม่ฝึก!!”ท่าทางเอาแต่ใจเป็นเด็กที่คนฟังอยากจะหัวเราะลั่นแต่ต้องปั้นหน้าขรึมไว้เพราะเกรงฤทธิ์หมัดพ ิฆาตอยู่หน่อยๆ


“ดูแล้วนายจะชอบแน่ๆ... อีกอย่างนะ... ให้ดูหนังรบกะฝึกเดทนี่มันเข้ากันซะที่ไหนล่ะ”คำถามสมเหตุสมผลแต่ดูท่าจะไม่เข้าหูคนชอบเอาชนะที่หัวรั้นกว่าเคยได้


“จะพูดยังไง ฉันก็ไม่ดูไอ้หนังพรรค์นี้แน่!!!”

.
“อ่ะ ทิชชู่...”นารุมิพูดเรียบๆแม้จะกลั้นขำสุดชีวิต เด็กหนุ่มยื่นทิชชู่ใหม่แกะกล่องไปให้คนที่ยืนร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุดตั้งแต่ออกจากโรงหนัง


โว้ยยย!!! เสียฟอร์ม เสียฟอร์มสุดๆ!! สึโยชิก่นด่าตัวเองในใจแล้วกระชากทิชชู่จากมือไอ้คนหน้าตาย จะทำไงได้... ก็หนังมันเศร้านี่หว่า!!! นี่เขาก็กลั้นน้ำตาแทบตายแล้วนะแต่หนังมันดีจริงๆ...


โว้ยยย!!! ยอมรับก็ได้วะว่าหนังมันดี!!!


สึโยชินิ่วหน้าแล้วก่นด่าตนเองในใจไฟแล่บ เผลอหลวมตัวไปดูหนังที่หมอนั่นเสนอจนฟอร์มหลุดหลุ่ยไม่มีชิ้นดี!! หนังบ้าอะไรวะ ดูแล้วหดหู่ชิบเป๋ง ใครไม่ร้องไห้ก็บ้าแลhว!!!


สึโยชิได้แต่ทำหน้าบึ้งขณะเช็ดน้ำตาราวกับเด็กๆ
...นี่ถ้าไม่เห็นว่าตัวมันโตขนาดนี้นารุมิคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็ก5 ขวบ!! ทำตัวเด็กกว่าน้องชายเขาซะอีก!!!
“ไป ฝึกต่อ”คนนิสัยเด็กว่าเสียงแข็งทั้งๆที่ตายังแดงก่ำ ร่างโปร่งสะบัดกายแล้วเดินลิ่วออกจากโรงหนังทิ้งให้นารุมิที่กลั้นยิ้มต่อไปไม่ไหวรีบเดินตามมาอย่างกระชั้น...
ฝึกเดทนี่ก็สนุกไม่เลว... นารุมิคิดอย่างขบขันแล้วรีสาวเท้าตามอาจารย์ไปอย่างใกล้ชิด

หลังจากออกจากโรงหนังสึโยชิก็แล่นไปที่ร้านอาหารทันที เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งรอให้นารุมิตามทันแล้วจึงเดินลิ่วเข้าไปภายในโดยไม่แม้แต่จะถามความเห็น... คุณชายคาวามูระได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก... ขายาวค่อยๆก้าวข้ามผ่านประตูเข้าไปภายใน และเพียงกวาดสายตาไปรอบด้าน ก็เหมือนถูกคำสาปได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ!!!


...สีหลักของร้านนี้คือสีขาวครีมและชมพูหวานจ๋อย... พื้นกระเบื้องโมสาร์ทชิ้นเล็กเน้นโทนขาวและชมพูหลากเฉดสีเรียงต่อกันเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆทั้งปลาหมึก แมว สุนัข รับกับผ้าม่านสีชมพูอ่อนที่ห้อยไว้รอบๆโคมไฟซึ่งเปล่งแสงสีนวล ....บนกำแพงในส่วนที่สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตรทั่วร้านถูกเซาะเป็นร่องลึกเพื่อให้มีที่ว่าง สามารถใส่ตุ๊กตา นาฬิกา และของกระจุกกระจิกทั้งหลายแหล่เรียงรายไว้โดยรอบ โต๊ะอาหารที่ตั้งวางก็เป็นโต๊ะกลมประดับด้วยผ้าสีขาวคลิบด้วยผ้าทักสีชมพูหวาน... แม้จะไม่นับสายตาของลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งมองมาทางพวกเขาไม่วางตา... บรรยากาศร้านนี้ก็เป็นอะไรที่เกินกว่าที่เขาจะรับได้!!!


“ยืนทำซากอะไรมานั่งสิวะ!!”เสียงเรียกที่นารุมิต้องตวัดสายตาไปมองและประสานสายตากับคนพามาที่บัดนี้แย้มรอยยิ้มขบขัน นารุมิทำเป็นไม่สนใจกับเสียงหัวเราะคิกคักของพวกผู้หญิงที่เป็นลูกค้า90%ของร้าน และเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับสึโยชิซึ่งตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้


“เปลี่ยนร้าน”นารุมิพูดเสียงเบาลอดไรฟัน แต่อีกคนกลับทำเป็นหูทวนลมซะงั้น


“จะกินอะไร? สตอร์เบอร์รี่พาเฟ่ต์หรือชีสเค้กดี?”อีกคนแกล้งถามและจงใจมองผ่านสายตาเย็นเยียบที่คนตรงข้ามส่งมาให้ เด็กหนุ่มไล่นิ้วไปตามเมนูแล้วยกมันขึ้นมาบังหน้าเพื่อกลบเกลื่อนอาการขบขันของตนเอง


“ฉันกลับล่ะ!!”คนอารมณ์เย็นไม่จริงตั้งท่าจะผุดลุกขึ้นแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเปรยกลั้วหัวเราะ


“นายคิดบ้างมั้ยว่าจะจีบคนจะต้องมีความอดทนน่ะ?”ริมฝีปากบางที่เอื้อนเอ่ยยังเปื้อนรอยยิ้ม สึโยชิเลื่อนเมนูลงวางบนโต๊ะแล้วเท้าคางมองหน้าคนอารมณ์กรุ่นโกรธ “นายคิดบ้างมั้ยว่าไอ้อาการขี้หงุดหงิดของนาย....ยูยะจะทั้งกลัว เบื่อ และรำคาญน่ะ?”


คำพูดตรงเป้าชะงัดราวกับมีตาวิเศษ... นารุมิได้แต่ตาลุกวาวจ้องคนที่นั่งอีกฝากราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่คนโดนจ้องกลับยังยิ้มขบขันราวกับไม่เห็น


“ฉันเป็นของฉันอย่างนี้และไม่คิดจะเปลี่ยน”นารุมิพูดน้ำเสียงราบเรียบแต่คนฟังก็พอจะรู้ว่าคนพูดพยายามระงับโทสะมากขนาดไหน


“ก็ไม่ได้บอกให้เปลี่ยน....มันก็แค่การสร้างภาพเล็กๆน้อยๆเท่านั้น...คำว่าเปลี่ยนกับการทำให้ดูเป็นคนดีน่ะต่างกัน...การซื้อใ จน่ะที่นายทำไม่เป็น!!”


“อาการเสแสร้งแบบนั้นชาตินี้ฉันคงทำไม่ได้!!”น้ำเสียงนารุมิชักจะเจืออารมณ์แต่กลับไม่ได้ทำให้รอยยิ้มที่ประดับบนหน้าสึโยชิคล ายลงแม้แต่น้อย ...ตรงข้าม... มันกลับแย้มกว้างกว่าเดิมคล้ายจะเย้ยหยันอยู่ในที


“งั้นชาตินี้นายก็ไม่ต้องหวังว่าจะจีบยูยะได้... บางที... ไอ้การจะทำใครคนหนึ่งหลงรักได้เนี่ย บางทีก็ต้องสร้างความประทับใจอันดี... ไม่งั้นยูยะคงไม่หลงฉันหรอก ใช่ไหม?”สึโยชิเอียงคอถามท่าทางคล้ายจะน